วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
นายพิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยรายงานผลสำรวจทั่วโลก ประจำปี ครั้งที่ 29 ฉบับประเทศไทย (PwC’s 29th Global CEO Survey: Thailand) ภายใต้หัวข้อ “การเป็นผู้นำท่ามกลางความไม่แน่นอนในยุค AI” เป็นส่วนหนึ่งของรายงานผลสำรวจซีอีโอทั่วโลก (PwC 2026 Global CEO Survey) โดยได้สำรวจความคิดเห็นของซีอีโอ 4,454 ราย ใน 95 ประเทศและอาณาเขต ซึ่งรวมถึงซีอีโอจากประเทศไทย 59 ราย ระหว่างวันที่ 30 กันยายน-10 พฤศจิกายน 2568
ทั้งนี้ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า ผู้นำธุรกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุน และความเสี่ยงไซเบอร์ ขณะเดียวกันยังมองหาโอกาสใหม่ โดยเฉพาะการยกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับองค์กร และการขยายสู่ธุรกิจหรือโดเมนใหม่เพื่อการเติบโตระยะยาว
“ความเชื่อมั่นของซีอีโอไทยในปี 2569 มองว่าลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี เพราะโจทย์ไม่ได้มีแค่เศรษฐกิจชะลอ แต่เป็นความเสี่ยงที่ซ้อนทับกัน ตั้งแต่ความผันผวนในระดับมหภาค กำแพงภาษี ไปจนถึงความเสี่ยงไซเบอร์ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบทั้งต้นทุน การวางแผนงาน และการตัดสินใจลงทุนโดยรวม”นายพิสิฐ กล่าว
ในขณะเดียวกันความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยปรับลดลงเช่นกัน โดยมีเพียง 34% ของซีอีโอไทยที่คาดว่าเศรษฐกิจในประเทศจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2569 นี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของซีอีโอทั่วโลกที่ 55% อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปี 2569 เป็นปีที่องค์กรต้องบริหารงานภายใต้บริบทของ “ความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติ” และต้องตัดสินใจอย่างสมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นกับการวางรากฐานเพื่อการเติบโตในระยะยาว
นอกจากความกังวลด้านเศรษฐกิจ ผลสำรวจยังพบว่า ซีอีโอไทยมองความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค และความเสี่ยงด้านไซเบอร์ เป็นความเสี่ยงสำคัญสูงสุดของธุรกิจในปี 2569 (ที่ 29% เท่ากัน) ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กำแพงภาษี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สร้างแรงกดดันต่อการวางแผนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
“ในปี 2569 ผู้นำธุรกิจไทยเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศที่ซับซ้อนมากกว่าที่เคย ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่กระทบต้นทุนและความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังทำให้ซีอีโอจำนวนมากเลือกใช้แนวทางที่รอบคอบมากขึ้นในการตัดสินใจ โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อบริหารความเสี่ยงเฉพาะหน้าควบคู่ไปกับการรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ”นายพิสิฐ กล่าว
โดยองค์กรไทยเปิดรับ AI แล้ว แต่ยังต้องเร่งปลดล็อกมูลค่าทางธุรกิจ ซึ่งผลสำรวจพบว่า แม้ 33% ของซีอีโอไทยระบุว่า องค์กรสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการใช้ AI ในปีที่ผ่านมา แต่ยังมีเพียงส่วนน้อย (18%) ที่สามารถเพิ่มรายได้และลดต้นทุนได้พร้อมกัน สะท้อนความท้าทายด้านโครงสร้างองค์กร กลยุทธ์ข้อมูล ทักษะบุคลากร และกรอบการกำกับดูแล AI
นอกจากนี้ในทางปฏิบัติ การนำ AI มาใช้ในองค์กรไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในงานบริการสนับสนุนและกระบวนการภายใน ขณะที่การประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการหลักที่เชื่อมโยงกับการสร้างรายได้โดยตรงยังอยู่ในระดับจำกัด สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าทางธุรกิจ ไม่ได้เกิดจากการนำ AI เข้ามาใช้งานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความพร้อมด้านข้อมูล โครงสร้างองค์กร ทักษะบุคลากร และการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) ควบคู่กัน
“ซีอีโอไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ยากกว่าการบริหารความเสี่ยงระยะสั้น นั่นคือการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน เพื่อเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับอนาคตที่ AI จะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง ผู้บริหารควรเร่งยกระดับการใช้ AI จากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ พร้อมมีกรอบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง”นายพิสิฐ กล่าว
โดยผลสำรวจพบว่า ซีอีโอไทยจำนวนมากเริ่มขยับจากการตั้งรับความเสี่ยงไปสู่การปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อสร้างแหล่งรายได้การเติบโตใหม่ในระยะยาว โดย 56% ระบุว่าองค์กรได้ขยายเข้าสู่ภาคส่วนหรืออุตสาหกรรมใหม่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อุตสาหกรรมที่ซีอีโอสนใจขยายเข้าไปมากที่สุด ได้แก่ บริการด้านสุขภาพและสุขภาวะ 25% และธุรกิจบริการและการพักผ่อน 21%
นอกจากนี้การควบรวมและซื้อกิจการ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์อย่างมีวินัยมากขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ทั้ง AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย 38% ของซีอีโอไทยมีแผนเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพื่อขยายไปสู่ภาคส่วนใหม่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพิ่มขีดความสามารถที่องค์กรยังขาด อีกทั้งทดลองและต่อยอดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงจากธุรกิจหลัก และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจโลกผันผวนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น
“ปี 2569 นี้โจทย์ของซีอีโอไทยไม่ใช่แค่ระมัดระวัง แต่คือการตัดสินใจให้คมขึ้นภายใต้ข้อจำกัด โดยมี 3 เรื่องที่ควรทำพร้อมกัน 1.ยกระดับข้อมูลและ AI ให้สร้างผลลัพธ์วัดได้ 2.เสริมภูมิคุ้มกันไซเบอร์และความต่อเนื่องทางธุรกิจ และ3.จัดพอร์ตการลงทุนและการเติบโตให้ยืดหยุ่น ผ่านความร่วมมือ หรือ M&A ที่มีเหตุผลเชิงกลยุทธ์ชัดเจน”นายพิสิฐ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี