วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569
** บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR…ยืนยันว่า ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของ OR เพื่อสร้างความมั่นใจต่อการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เป็นไปตามมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คลังปิโตรเลียมและคลังน้ำมันของ OR ทุกแห่ง ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐหลากหลายหน่วยงาน...ทั้ง กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานพลังงานจังหวัด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ และกรมการปกครอง เป็นต้น โดยผลการตรวจสอบคลังของ OR ทุกแห่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด…ล่าสุด ในวันที่ 2 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน ภ.จว. สุราษฎร์ธานีได้เข้าตรวจสอบคลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานี (จุดที่ 1) และคลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานี (จุดที่ 2) ของ ORโดยการตรวจสอบครอบคลุมถึงข้อมูลยอดรับ–จ่ายน้ำมันรายวันตั้งแต่วันที่ 1–31 มีนาคม 2569 ปริมาณน้ำมันคงเหลือในแต่ละวัน รวมถึงการเปรียบเทียบภาพรวมปริมาณน้ำมันระหว่างเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ผลการตรวจสอบพบว่าคลังปิโตรเลียมทั้ง 2 แห่งของ OR เป็นไปตามมาตรฐาน มียอดรับ–จ่ายและยอดคงคลังสอดคล้องกับข้อมูลที่รายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล ไม่พบพฤติการณ์การกักตุนหรือการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย…
** บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เข้าร่วมการแสดงวิสัยทัศน์และจัดแสดงนิทรรศการในงาน Offshore Technology Conference Asia หรือ OTC Asia 2026 ซึ่งเป็นงานประชุมนานาชาติที่มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการจัดแสดงเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมพลังงานนอกชายฝั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม–2 เมษายน 2569 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้แนวคิด “Excellence in Asia | Advancing Energy Responsibly” โดยนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และแลกเปลี่ยนทรรศนะกับผู้บริหารในอุตสาหกรรมพลังงานจากหลายประเทศ ในหัวข้อ “Advancing Energy Responsibly: Stewardship Across the Value Chain” เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานอย่างมีความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ ผู้บริหาร ปตท.สผ. ยังได้ร่วมบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการดำเนินงานนอกชายฝั่ง ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก…
** สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) ได้โพสต์ผ่านสื่อออนไลน์ เชิญชวนผู้ถือหุ้นบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือBCP เข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทฯ ในวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 13.30น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์..ในการประชุมดังกล่าวมี 8 วาระ ดังนี้ รับทราบผลการดำเนินงาน/อนุมัติงบการเงิน/อนุมัติจ่ายเงินปันผล/อนุมัติเลือกตั้งกรรมการ/อนุมัติค่าตอบแทนกรรมการ/อนุมัติแต่งตั้งและกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี/อนุมัติแก้ไขข้อบังคับบริษัท/อื่นๆ…สำหรับวาระสำคัญ คือ วาระ7 พิจารณาอนุมัติแก้ไขข้อบังคับบริษัท ข้อ24 ซึ่งกำหนดเหตุในการพ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัทฯเพิ่มเติม…โดยจะเสนอให้เพิ่มข้อบังคับ "ป้องกันทุนเทา" เนื่องจากหุ้น BCP มีเรื่องอาจเกี่ยวโยงถึงการฟอกเงิน ดังนั้น"กรรมการ" ที่มานั่งในบริษัทต้องไม่ถูกกล่าวโทษ/ต้องไม่ถูกอายัดทรัพย์จาก ปปง./ต้องไม่ถูกระงับการทำธุรกิจจาก ต่างประเทศ-สมาชิก OECD/ต้องไม่เป็นกรรมการของบริษัทที่ถูกระงับธุรกิจการ ซึ่งแก้ไขข้อบังคับ ต้องใช้เสียง 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุม (ยกเว้น บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด เป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงห้ามออกเสียง)…ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นบางจาก – BCP อยู่ในทะเบียน 24,585 ราย…
**นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ....ยอมรับว่าสถานการณ์พลังงานในขณะนี้ว่า ถือเป็นวิกฤตครั้งที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยานขึ้นจากปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แม้จะมีวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทรองรับได้ประมาณอีก 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง การบริหารราคาในช่วงนี้จึงยากลำบากเพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุนฯ และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 2 วันติดกันที่ผ่านมานั้น ก็เพื่อรักษาสภาพคล่องของกองทุนฯ และไม่ให้เกิดการขึ้นราคาแบบกระชากเพราะอาจทำให้เกิดการกักตุนหรือลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศไทยได้...สำหรับประเด็นโครงสร้างราคาและค่าการกลั่นนั้น การคำนวณสต๊อคน้ำมัน(เก่า-ใหม่) ของโรงกลั่นใช้วิธี Mark to Market ซึ่งเป็นไปตามหลักสากลที่ใช้กัน ซึ่งโรงกลั่นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนค่าการกลั่นก็ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าแรง และค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติมอย่างค่า War Premium ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม…อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตนี้พบว่า ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) ทางคณะ คตร. จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เรียกโรงกลั่นมาหารือเพื่อหาจุดสมดุลแล้ว และได้รับความร่วมมือเบื้องต้นจาก ปตท. และ บางจาก…**
** กระบองเพชร**
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี