วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือมาตรการราคาแนะนำปุ๋ย ร่วมกับ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ,สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ,สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้ประกาศราคาแนะนำการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในแต่ละจังหวัด โดยคำนวณราคาจากหน้าโรงงานไปถึง ณ อำเภอเมืองของจังหวัดต่างๆ ที่รวมค่าขนส่ง ค่ายก ซึ่งจะทำให้รู้ว่าราคาปุ๋ยที่เหมาะสมในการจำหน่ายในแต่ละจังหวัดควรจะเป็นเท่าไร โดยจะเริ่มประกาศราคาแนะนำปุ๋ยได้ตั้งแต่ในสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมฯ และจะแจ้งไปยัง คณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ให้รับทราบด้วย เพื่อที่จะได้มีการดำเนินการกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม
โดยการกำหนดราคาแนะนำดังกล่าว จะเน้นสูตรปุ๋ยที่ใช้กันแพร่หลาย อาทิ 16-0-0 , 21-0-0 , 0-0-60 , 15-15-15 , 16-20-0 และ 16-8-8 เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรได้ทราบราคาขายในพื้นที่นั้นๆ และป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ การค้ากำไรเกินควร เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือมีปัญหาระหว่างราคาจากหน้าโรงงานไปถึงร้านค้าปลีก ที่มีการปรับสูงขึ้น ทั้งๆที่โรงงานแจ้งว่าไม่ได้มีการปรับขึ้นราคา โดยที่ตรวจสอบพบว่ามีการปรับขึ้นราคาตั้งแต่ 300-500 บาทต่อกระสอบ
ทั้งนี้กรมฯได้มีการลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบร้านค้าปุ๋ยต่างๆ จำนวน 1,135 แห่ง โดยพบว่ามีการกระทำความผิด 51 แห่ง ซึ่งได้มีดำเนินคดีไปแล้ว 6 แห่ง ส่วนที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเพื่อที่จะเอาผิดต่อไป
นอกจากนี้กรมฯยังได้หารือกับผู้ผลิตปุ๋ย ในการจัดทำโครงการธงเขียวพลัส ช่วยลดราคาปุ๋ยเคมีให้กับเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ โดยจะทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกว่าพื้นที่นั้นๆ ปลูกพืชเกษตรอะไร และควรจะใช้ปุ๋ยอะไร จากนั้นจะขอความร่วมมือผู้ผลิตให้จัดสรรปุ๋ย แม่ปุ๋ย และปุ๋ยสำเร็จให้กับเกษตรกรที่จะซื้อได้ในราคาที่ถูกลงกว่าปกติ และยังมีแผนที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยทางเลือก และลดการใช้ปุ๋ยยูเรีย เพราะขณะนี้มีราคาเพิ่มขึ้นมาก จากปกติมีราคาอยู่ที่ตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับสต็อกปุ๋ยเคมี ณ วันที่ 15 เมษายน 569 ที่รวบรวมจากผู้ผลิต จำนวน 48 บริษัท จากผู้ผลิตทั้งหมด 54 บริษัท มีสต็อกปุ๋ยเคมี จำนวน 9.2 แสนตัน อยู่ทั้งกับผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย และอยู่ระหว่างการนำเข้า โดยฤดูการเพาะปลูกจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตได้เตรียมหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากแหล่งอื่นๆนอกจากตะวันออกกลางเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งจากมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ได้ให้ข้อมูลว่า “ขณะนี้มีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเข้ามาเรื่อยๆ โดยเฉพาะแหล่งใหม่จากมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย แต่ยังค้างอยู่ในตะวันออกกลางอีก 2.5 แสนตัน โดยปุ๋ยยูเรีย ไม่มีใครซื้อและนำเข้า เพราะราคาสูงมาก ขึ้นไปถึงตันละ 959 ดอลลาร์สหรัฐ เกรงว่าซื้อมาแล้ว สถานการณ์เปลี่ยน จะประสบปัญหาการขาดทุน และแม้จะไม่นำเข้า แต่ก็สามารถใช้ปุ๋ยสูตรอื่นมาทดแทนได้ ซึ่งได้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกร ส่วนการใช้ปุ๋ยจะเริ่มเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ใช้ทุกสูตรประมาณ 4-5 แสนตัน คิดเป็น 50% ของปริมาณการใช้ทั้งปี สำหรับการขอปรับขึ้นราคานั้น ยังไม่ได้มีการยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายใน(DIT) แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงเพดานที่เคยได้รับอนุมัติไว้ ถ้าต้นทุนเพิ่มเกินก็จะพิจารณาเสนอขอปรับราคาอีกครั้ง โดยหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องปรับขึ้นราคา”
นายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย กล่าวว่า ตั้งเกิดสงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาปุ๋ยปรับขึ้นสูงสุด 100% จากราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ปรับขึ้นเป็น 900 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ถือว่าเป็นราคาสูงสุด หากกำหนดเป็นราคาขายปลีกจะอยู่ที่กระสอบละ 1,700 บาท ซึ่งเกษตรกรไม่มีความสามารถซื้อได้ในราคานี้
ในขณะที่ผู้นำเข้าก็มีความเสี่ยงในการนำเข้า ดังนั้นการนำเข้าปุ๋ยอาจน้อยลง แต่คาดว่าจะไม่มีปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยในประเทศ หากเกษตรกรมีการปรับใช้สูตรปุ๋ยอื่นแทนปุ๋ยยูเรีย ทั้งนี้ในแต่ละปีไทยนำเข้าปุ๋ยประมาณ 5.5 ล้านตัน แต่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลการผลิตสำคัญจะใช้ปุ๋ยประมาณ 50% หรือประมาณ 3 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 4-5 แสนตันต่อเดือน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี