วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2569 ซึ่งจัดทำโดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมกับหอการค้าไทย จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 1,250 คน พบภาพสะท้อนที่น่ากังวลของแรงงานรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ทั้งจากรายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้น สวนทางค่าครองชีพ ภาระหนี้ที่สูงขึ้น และความสามารถในการออมที่ลดลง จนกลายเป็น “วิกฤตเงียบ” ที่กำลังกัดกินเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ
ทั้งนี้ผลสำรวจชี้ว่าแรงงานส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้อยู่ในช่วง 10,001-15,000 บาทต่อเดือน ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีถึง 37.3% ระบุว่ารายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่มีเพียง 9.9% ที่รายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากอยู่ในภาวะ “พออยู่พอกิน แต่ไม่เหลือเก็บ” หรือบางส่วนเริ่มเข้าสู่ภาวะรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ซึ่งมีสัดส่วนรวมกว่า 13% โดยปัจจัยหลักมาจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง
ส่วนด้านการออม พบว่าสถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง โดยแรงงานถึง 79.1% ไม่มีเงินออมเลย ขณะที่ผู้ที่มีเงินออมสามารถเก็บได้เฉลี่ยเพียง 1,219 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 10% ของรายได้เท่านั้น สะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงินอย่างชัดเจน โดยเมื่อประเมินความสามารถในการดำรงชีวิต หากไม่มีรายได้เพิ่มเติม เงินที่มีอยู่จะเพียงพอใช้ได้เฉลี่ยเพียง 2 เดือนเท่านั้น
ในขณะเดียวกันภาระหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง โดยพบว่ากว่า 98% ของครัวเรือนมีหนี้สิน และมีหนี้เฉลี่ยสูงถึงเกือบ 5 แสนบาทต่อครัวเรือน พร้อมภาระผ่อนชำระเฉลี่ยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นหนี้เพื่อการบริโภคและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มากกว่าการลงทุนหรือสร้างรายได้ในอนาคต ทั้งนี้สะท้อนว่าแรงงานไทยจำนวนมากกำลังใช้หนี้เพื่อ “ประคองชีวิต” มากกว่าการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต
“แรงกดดันจากหนี้ดังกล่าว เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยกว่า 55.8% ของแรงงานระบุว่าต้องลดการใช้จ่ายลงอย่างมาก และมากกว่าครึ่งคาดว่าจะลดการใช้จ่ายต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อที่กำลังหดตัว และอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในวงกว้าง”นายธนวรรธน์ กล่าว
ในมุมของแรงงานเอง พบว่ากว่า 68% มองว่าค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบัน “ไม่เพียงพอ” ต่อค่าครองชีพ และประเมินว่าค่าแรงที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับประมาณ 495 บาทต่อวัน อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นค่าแรงก็ยังสร้างความกังวลใหม่ โดยแรงงานจำนวนหนึ่งกังวลว่าราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าค่าแรง และอาจส่งผลให้คุณภาพชีวิตไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง
สำหรับภาพรวมดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจนขึ้น คือ “รายได้ไม่ทันค่าครองชีพ”และ “หนี้ที่กลายเป็นภาระถาวร” ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงาน แต่ยังส่งผลต่อกำลังซื้อ การบริโภค และการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเข้ามาดูแลทั้งในด้านค่าแรง การควบคุมราคาสินค้า และมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ข้อมูลจากผลสำรวจครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพสะท้อนของแรงงานรายได้ต่ำเท่านั้น แต่ยังเป็น “สัญญาณเตือน” ต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า หากปัญหาค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นแรงฉุดสำคัญที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเปราะบางยิ่งขึ้นในอนาคต
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี