วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงภายหลังการประชุมประจำเดือน มิ.ย.69 ว่า กกร.มองว่า เศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ จึงมีมติปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี ในปี 69 จากเดิมคาดไว้ที่ 1.2-1.6% เป็นขยายตัว 1.6-2.0% นอกจากนี้ยังปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมคาดว่าจะทรงตัว เป็นผลจากทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง รวมถึงปรับอัตราเงินเฟ้อจากเดิม 2-3% ขึ้นมาอยู่ที่ 2.5-3% สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและทิศทางราคาสินค้าในตลาดโลก
นายผยง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะเติบโตแบบไม่ทั่วถึง (K-Shape) โดยการส่งออก 4 เดือนแรกของปี (ม.ค.-เม.ย.) เติบโต 18.9% สินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% จากเมกะเทรนด์ (megatrend) การลงทุน AI และ data center แต่ไม่ได้ส่งผลบวกมากนัก เพราะใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก ขณะที่การผลิตและส่งออกสินค้าอื่นทรงตัว ผู้ประกอบการกังวลสินค้าขาดแคลน และต้นทุนสูง กระทบความสามารถการแข่งขัน และอุปสงค์ในประเทศก่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวหลังค่าครองชีพสูงขึ้น
“กกร.กังวลแรงกดดันจาก K ขาล่าง ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออก และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้น จึงเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็นตัวเร่งสำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยได้รับประโยชน์มากขึ้น” ประธานที่ประชุม กกร. กล่าว
ที่ประชุม กกร.ยังเห็นว่าไทยสามารถใช้โอกาสจาก megatrend เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเป็นจุดหมายของการย้ายฐานการผลิต ควบคู่กับเตรียมพร้อมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) สอดคล้องกับแนวทางพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) ที่มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตามคำแนะนำของธนาคารโลก เพื่อดึงดูดการลงทุน FDI ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย และการจ้างงานอย่างครอบคลุมในระยะยาว
ที่ประชุม กกร.ได้หารือสถานการณ์พลังงานของประเทศ ภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ กกร.ยืนยันว่าไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ 109 วัน ยังไม่มีสัญญาณภาวะขาดแคลนพลังงาน ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันได้ลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจาก 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาจากแหล่งอื่นเป็น 73% เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
นายผยง กล่าวว่า กกร.ยังคาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ประกาศใช้ได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อเป็นกรอบโครงสร้างพลังงานระยะยาว ทั้งด้านความมั่นคง การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้า บริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้เหมาะสม เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี