จบมหากาพย์ เถียนมี่มี่! ทูตนอกแถว โพสต์ขอโทษ อนุทิน แต่ไม่วายเหน็บไทยเป็นมณฑลหนึ่งของใคร
เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ หรือ "ทูตนอกแถว" อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า "เมื่อท่านทูตจีนออกมาบอกว่านายกไทยร้องเพลงเถียนมี่มี่ในงานเลี้ยงกับนายกจีนทำให้สัมพันธ์ไทย-จีนหวานชื่น
ผมก็ต้องยอมรับตามนั้น และยอมรับว่าผมผิดเองที่ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเพลงนี้เชยไม่เหมาะสม รวมทั้งต้องขอโทษคุณอนุทินฯ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ ต้องยอมรับว่าผมพลาดเองที่ในตอนแรกไม่ทันอ่านแถลงการณ์การเยือนให้ละเอียดเสียก่อน
ตรงข้อความในย่อหน้า 6 ที่ระบุว่าไทยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ที่ไม่เคยมีรัฐบาลไทยชุดไหนไปไกลเท่านี้ ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่ถือนโยบายจีนเดียว ก็ไม่ได้ประกาศชัดเจนเช่นนี้ จึงสะท้อนว่าไทยได้เลือกข้างเต็มตัว และมันอธิบายทุกอย่างไว้ในตัวเองหมดแล้ว
ซึ่งถ้าเป็นดังนี้ย่อมไม่แปลกที่การไปเยือนครั้งนี้จะทำให้ความสัมพันธ์รัฐบาลทั้งสองใกล้ชิดหวานชื่นยิ่งขึ้นไปอีก แบบนี้ต่อให้จะร้องเพลงไหนของไต้หวัน หรือร้องเพลงไต้หวันอีกเป็นสิบๆ เพลง ก็จะน่าจะหวานชื่นอยู่ดี ไม่มีปัญหา
แต่พอดีตอนนี้ดูเหมือนปัญหามันมามีที่บ้านเราเอง ที่วันก่อนมี จนท. จากสถานทูตจีนโทรไปข่มขู่เอกชนไทยผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวัน ที่เขาจัดติดต่อมาหลายปีแล้ว ซึ่งเรื่องนี้หากทางสถานทูตจีนมีข้อกังวลก็ควรแจ้งผ่านกระทรวงต่างประเทศไทย แต่ไม่ควรโทรไปต่อว่าเอกชนผู้จัดไทยโดยตรง อันเป็นมาตรฐานการดำเนินการทั่วไปทางการทูต
แล้วมาวันนี้ก็เห็นข่าวสถานทูตจีน ออกประกาศเรียกร้องกรณีชาวจีนผู้หนึ่งที่มีเรื่องวิวาทกับ รปภ. ไทย เรื่องนี้ เท่าที่ดูและจากประสบการณ์ของผม รู้สึกแปลกใจพอควร ปกติเรื่องวิวาทเช่นนี้ ที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส หรือมีความเสียหายทางทรัพย์สินร้ายแรง มักถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวรายบุคคล และไม่มีสถานทูตประเทศไหนต้องออกมาประกาศเช่นนี้ ส่วนใหญ่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฏหมายภายในเอง (กลับกันผมก็เชื่อว่า ถ้ามีเรื่องแบบนี้ที่จีน สถานทูตไทยที่นั่นก็คงให้เป็นเรื่องว่าไปตามขั้นตอนกฏหมายเอง ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว)
ทั้งนี้ ความเสียหายของชาวจีนในกรณีดังกล่าว น่าจะน้อยกว่าความเสียหายของคนไทยที่เกิดจากชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำผิดกฏหมายในไทย หลายต่อหลายเท่านัก
การต้องออกมาประกาศเรื่องนึ้ของสถานทูตจีนจึงแลดูค่อนข้างน่าแปลก และเชื่อว่าสถานทูตประเทศอื่นๆ ในไทยก็น่าจะแปลกใจและจับตาดูเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
ในขณะที่ รมว. กต. ไทยต้องรีบเร่งออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องนึ้ด้วยตัวเองทันที (ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องเช่นนี้น่าจะให้โฆษก กต. หรืออธิบดีกรมการกงสุลเป็นผู้ดูแลให้สัมภาษณ์ก็น่าจะเพียงพอ) ย่อมแสดงถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับจีนอย่างสูงยิ่ง แม้จะเป็นเรื่องที่โดยทั่วไปในโลกไม่น่ามีใครเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น
แต่เมื่อมีการประกาศเรื่องนี้โดยสถานทูตจีนออกมา จะอย่างไรเสีย จะมากจะน้อย ย่อมคือการกดดันอย่างหนึ่งต่อทางการไทย นึ่ขนาดแค่เรื่องคนทะเลาะวิวาทกัน ถ้าเกิดเรื่องใหญ่กว่านึ้ น่าคิดว่าไทยจะโดนอะไรบ้าง? ในยุคแห่งความสัมพันธ์อันหวานชื่นนึ้? ที่ควรเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน ต่างมีศักดิ์ศรี และไม่แทรกแซงหรือเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ไหม?
ท้ายนี้ ยังไงก็ขอโทษคุณอนุทินฯ อีกครั้งเรื่องเพลงเถียนมี่มี่ในบริบทความสัมพันธ์ไทย-จีนที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วในวันนี้ (แต่ผมยังแอบคิดว่าหากหมั่นซ้อมเพลงพระราชนิพนธ์เพื่อไปแสดงในวาระสำคัญต่างๆ ในต่างประเทศ น่าจะดีกว่าอยู่ดี) และหวังด้วยว่าวันหนึ่งไม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วอ่านเจอถ้อยคำในแถลงการณ์ใดว่า ไทยเป็นมณฑลหนึ่งของใครนะครับ"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี