วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อ 28 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐสภาเมียนมาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ มีมติอนุมัติกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ โดยกำหนดบทลงโทษรุนแรงถึงขั้น ประหารชีวิต สำหรับผู้ที่กักขัง ใช้ความรุนแรง หรือบังคับเหยื่อให้ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ออนไลน์
กฎหมายฉบับดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับอุตสาหกรรมแก๊งสแกมออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในเมียนมา ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแก๊งเหล่านี้มักใช้วิธีหลอกลวงด้านความรักออนไลน์ การลงทุนปลอม และคริปโตเคอร์เรนซี เพื่อหลอกเงินจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก
ที่ผ่านมา ศูนย์สแกมเมอร์ออนไลน์หลายแห่งในเมียนมาถูกกล่าวหาว่ามีการค้ามนุษย์ โดยเหยื่อชาวต่างชาติที่ถูกส่งกลับประเทศเปิดเผยว่า ถูกหลอกไปทำงานในสถานที่เหล่านี้ ก่อนถูกกักขัง ทรมาน และบังคับให้ร่วมขบวนการหลอกลวง
ภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน รัฐบาลเมียนมาที่นำโดย พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กลุ่มติดตามสถานการณ์ระบุว่า การเข้าตรวจค้นและจับกุมที่ผ่านมา ยังไม่สามารถกำจัดเครือข่ายสแกมได้อย่างแท้จริง แต่ทำให้กลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ย้ายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่อื่นในภูมิภาคแทน
ประธานรัฐสภาเมียนมา อ่อง ลิน ดเว เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ได้รับการผ่านความเห็นชอบในการประชุมร่วมของรัฐสภาที่กรุงเนปิดอว์
ขณะที่ ส.ส.เมียนมา อาย ชาน เปิดเผยว่า บทลงโทษประหารชีวิตยังคงอยู่ในกฎหมายฉบับสุดท้าย หลังผ่านการพิจารณาร่วมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
ตามเนื้อหาของกฎหมาย ผู้ที่ใช้ความรุนแรง ทรมาน จับกุมโดยมิชอบ หรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อบุคคลอื่น เพื่อบังคับให้เหยื่อทำงานหลอกลวงออนไลน์ อาจได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ไปจนถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต
ส่วนกรณีที่การหลอกลวงออนไลน์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต กฎหมายกำหนดให้ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษประหารชีวิต
นอกจากนี้ ผู้ที่ดำเนินการศูนย์สแกมออนไลน์ หรือเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงด้านคริปโตเคอร์เรนซี อาจได้รับโทษจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต
เมียนมากลายเป็นแหล่งปฏิบัติการสำคัญของแก๊งหลอกลวงออนไลน์ หลังประเทศเผชิญสงครามกลางเมืองและความไม่มั่นคงภายหลังรัฐประหารปี 2021 ซึ่งทำให้เกิดพื้นที่ควบคุมโดยกลุ่มติดอาวุธจำนวนมาก
รายงานจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า กลุ่มอาชญากรรมที่มีต้นกำเนิดจากจีนเป็นกำลังสำคัญเบื้องหลังเศรษฐกิจแก๊งสแกมในภูมิภาค โดยดำเนินงานศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในพื้นที่ชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษของเมียนมา กัมพูชา และลาว
หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตามองคือศูนย์สแกมขนาดใหญ่ เช่น KK Park และ Shwe Kokko ในรัฐกะเหรี่ยง ใกล้ชายแดนไทย ซึ่งหลังถูกปราบปราม ผู้ดำเนินการบางส่วนได้ย้ายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
แม้รัฐบาลเมียนมาจะประกาศร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ แต่ UNODC ระบุว่า ปฏิบัติการที่ผ่านมาเพียงทำให้เครือข่ายสแกม “กระจายตัวและย้ายพื้นที่” มากกว่าจะถูกทำลายลงทั้งหมด
นักการเมืองเมียนมาระบุว่า การแก้ปัญหายังคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีกลุ่มติดอาวุธและองค์กรจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความท้าทายใหญ่ของประเทศในเวลานี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี