533.jpg
ผุดDIPROM ITC เร่งพัฒนาเอสเอ็มอีสู่ตลาดโลก

ผุดDIPROM ITC เร่งพัฒนาเอสเอ็มอีสู่ตลาดโลก

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบาย “Thailand 10 Plus” เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม จึงเร่งนำนโยบายดังกล่าวมาใช้เป็นแนวทางพัฒนาภาคอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิด “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เพื่อให้การดำเนินงานทุกภาคส่วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการ “เพิ่มมูลค่า” สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของประเทศ 
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยได้รับการยอมรับในฐานะ “ครัวของโลก” มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วน GDP ของอุตสาหกรรมอาหารต่อ GDP ประเทศอยู่ที่ร้อยละ 5.9 และมีบทบาททั้งด้านการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ โดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยปี 2569 จะสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท 


    “กระทรวงอุตสาหกรรมจึงวางโครงสร้างใหม่ เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ เพื่อให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมตอบโจทย์ศักยภาพของแต่ละภูมิภาคได้ตรงจุด ผ่านการบูรณาการวัตถุดิบท้องถิ่น อัตลักษณ์พื้นที่ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละจังหวัด” นายณัฐพล กล่าว
ด้าน น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กล่าวว่า ดีพร้อม ได้เร่งแก้ไขข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง จึงส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมอาหารชุมชนผ่าน DIPROM ITC ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาทดลองผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไปจนถึงยกระดับมาตรฐานการผลิตในระดับสากลให้ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง พร้อมทั้งเชื่อมโยงแหล่งทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาธุรกิจครบวงจรด้วย DIPROM PLUS ที่ทำงานร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ผ่านกลไกพื้นที่ในการคัดกรองผู้ประกอบการ รวมถึงส่งต่อสู่การพัฒนาต่อเนื่อง 
“DIPROM ITC จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ใช้โครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่มีอยู่เพื่อต่อยอดธุรกิจได้ทันที โดยเฉพาะการเข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และลดความเสี่ยงในการลงทุน พร้อมการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ มาตรฐาน และคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” น.ส.ณัฏฐิญา กล่าว



    สำหรับกิจกรรมเปิดบ้านสุพรรณเป็นการสร้างการรับรู้ถึงการให้บริการที่แตกต่างของ DIPROM ITC @DC8 โดยเป็นสถานที่ผลิตต้นแบบแห่งแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ภายใต้ชื่อ “8-พร้อม-พัฒน์ (8 PROM PLUS)” ซึ่งอยู่ระหว่างการขอรับรอง เพื่อต่อยอดสู่การจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้จริง มีผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 3 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมผง , แป้งข้าว กข.43 และผำผงอบแห้ง สะท้อนศักยภาพการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นสินค้าอาหารมูลค่าสูงที่แข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างมีศักยภาพ 


   “DIPROM PLUS เป็นการบูรณาการ “นโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิบัติจริง” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกลไกใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยที่ช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และยกระดับมาตรฐานได้จริง ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับรายบุคคล แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจระดับพื้นที่ ช่วยสร้างรายได้ เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปของประเทศให้เข้มแข็งมากขึ้น อันจะเป็นต้นแบบในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยตั้งแต่ระดับชุมชนให้ก้าวไปสู่เวทีการค้าโลกได้อย่างแข็งแกร่ง” น.ส.ณัฏฐิญา กล่าว

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top