533.jpg
IVF ปั้น Global Fertility Platform ปักหมุดดูไบเชื่อมผู้ป่วยข้ามทวีป ดันไทยสู่ฮับ Medical Tourism โลก

IVF ปั้น Global Fertility Platform ปักหมุดดูไบเชื่อมผู้ป่วยข้ามทวีป ดันไทยสู่ฮับ Medical Tourism โลก

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ “IVF” ผู้นำศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากแบบครบวงจรระดับพรีเมียมของเอเชีย ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มโมเดลธุรกิจจากศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก สู่การเป็น “Global Fertility Platform” อย่างเต็มรูปแบบ เชื่อมโยงผู้ป่วยจากทั่วโลกผ่านเทคโนโลยี AI, Telemedicine และเครือข่ายการรักษาระดับสากล

การพลิกโฉมครั้งนี้เป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ จากการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่มุ่งผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนขยายศักยภาพสู่ธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ทั้งในมิติของผลิตภัณฑ์ บริการ และการเปิดตลาดใหม่ระดับโลก โดยบริษัทมุ่งผสาน High-Tech (AI & Digital Health) เข้ากับ High-Touch (มาตรฐานการแพทย์ระดับสากล) เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันในอุตสาหกรรม IVF และวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Medical Tourism แห่งอนาคต


นางสาวเกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ “IVF” เปิดเผยว่า Inspire IVF กำลังก้าวสู่การเป็น ‘Global Fertility Platform’ ในการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานของการมีครอบครัวที่สมบูรณ์ในระดับสากล” ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ป่วยจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน ด้วยการนำเทคโนโลยี AI และ Telemedicine มาใช้ในการรักษาที่รักษามาตรฐานเดียวกันไม่ว่าคนไข้จะอยู่ที่ใด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนเกมธุรกิจ IVF จากการแข่งขันในระดับคลินิกไปสู่การเป็นผู้เล่นในระดับสากล ที่พร้อมจะออกแบบอนาคตและชีวิตใหม่ให้กับทุกครอบครัวทั่วโลกอย่างแท้จริง

จุดแข็งที่ทำให้ Inspire IVF โดดเด่นเหนือคู่แข่ง คือการเป็นรายแรกในอาเซียนที่เปิดตัวแพลตฟอร์ม Telemedicine IVF อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยทลายข้อจำกัดด้านพรมแดนให้กับผู้ป่วยต่างชาติ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานระดับโลกที่ได้รับการรับรองจากองค์กรสากลอย่าง AACI จากสหรัฐอเมริกา, TEMOS จากเยอรมนี และ ISO 9001 ซึ่งสิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพได้ดีที่สุดคืออัตราความสำเร็จในการรักษา (Success Rate) ที่สูงถึง 70–76% ซึ่งถือเป็นระดับที่ทัดเทียมกับสถาบันชั้นนำระดับสากลและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุด Inspire IVF ได้ขยายตลาดไปสู่ “มหานครดูไบ” ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงผู้รับบริการจากทั่วโลก โดยบริษัทได้รับอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้จัดตั้งศูนย์บริการในเขต Dubai Airport Freezone (DAFZ) ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีเชิงยุทธศาสตร์ของโลก การขยายตัวในครั้งนี้ใช้โมเดลธุรกิจแบบ Asset-Light ที่ช่วยลดภาระการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร แต่เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงตลาด โดยดูไบจะทำหน้าที่เป็น Strategic Global Hub ที่เชื่อมต่อกลุ่มผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อสูง จากทั้งตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา เพื่อส่งต่อมารับการรักษาในประเทศไทย ซึ่งจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการดึงเงินตราต่างประเทศ และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

นางสาวเกศิณี กล่าวว่า ในด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรม Inspire IVF ได้นำเทคโนโลยี AI-Assisted Embryo Selection มาใช้เพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกตัวอ่อนและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ ซึ่งการนำ AI มาช่วยในการวิเคราะห์ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการแพทย์ แต่ยังช่วยลดจำนวนรอบในการรักษาของผู้ป่วยลงได้อีกด้วย อีกทั้งการใช้แพลตฟอร์ม Telemedicine IVF ยังช่วยให้ผู้รับบริการวางแผนการรักษาล่วงหน้าจากประเทศต้นทางได้ทันทีรวมถึงการศึกษาการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Service Robot) มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ ผู้เข้ารับบริการ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทยังได้วางรากฐานการเติบโตผ่านกลยุทธ์ X-PANSE Framework ซึ่งประกอบด้วย 4 แกนหลัก ได้แก่ X-Tech ที่เน้นการใช้นวัตกรรม AI ขั้นสูง, X-Health ที่ขยายการดูแลไปสู่สุขภาพองค์รวมและเวชศาสตร์ป้องกัน, X-Tourism ที่พัฒนาระบบนิเวศรองรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แบบไร้รอยต่อ และ X-Capital ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์รวมถึงการควบรวมกิจการ (M&A) เป้าหมายหลักของกลยุทธ์นี้คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้จากการรับบริการรายครั้ง (Per Case) ไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนจากระบบนิเวศทางธุรกิจหรือ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง

ในด้านความแข็งแกร่งทางการเงิน บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ในช่วงปี 2570–2571 โดยคาดหวังอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ไว้ที่ร้อยละ 20 การลงทุนเชิงรุกในเทคโนโลยีและระบบแพลตฟอร์มจะช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบ Scalable Platform Model ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรเติบโตได้ดีขึ้น จากการลดต้นทุนต่อรอบการรักษาและเพิ่มอัตราการใช้บริการ โดยไม่ต้องลงทุนขยายสาขาทางกายภาพเป็นจำนวนมาก สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนมูลค่าของบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

“Inspire IVF ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้หลัก ESG โดยมีแผนเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระเป็นร้อยละ 50 และมุ่งมั่นที่จะเข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน (CAC) เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกระดับระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้อยู่ในระดับสูงสุด เพราะเราเชื่อว่าอนาคตของ IVF ไม่ใช่แค่เพียงการรักษาทางการแพทย์เท่านั้น แต่คือการ “ออกแบบชีวิต” และสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างครอบครัวให้กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างยั่งยืนและมีจริยธรรม” นางสาวเกศิณี กล่าว

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top