วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา(DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ตนพร้อมคณะได้ลงพื้นที่ สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อส่งเสริมและตรวจสอบข้อเท็จจริงสินค้าที่มีศักยภาพในการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “น้ำนมโคมวกเหล็ก” โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและปกป้องอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์น้ำนมโคคุณภาพเยี่ยมที่เป็นความภูมิใจของคนไทย
ทั้งนี้ อ.มวกเหล็ก เป็นพื้นที่บุกเบิกด้านการเลี้ยงโคนมของไทยมาตั้งแต่ปี 2503 ตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาแนวทางการเลี้ยงโคนมเพื่อเป็นอาชีพที่มั่นคงแก่เกษตรกร โดยเกษตรกรมีการคัดเลือกโคนมสายพันธุ์แท้คุณภาพสูง ดูแลด้วยระบบกึ่งธรรมชาติ ให้อาหารหยาบสดและพืชอาหารสัตว์ ควบคู่กับการจัดการฟาร์มมาตรฐานเข้มงวด ส่งผลให้ “น้ำนมโคมวกเหล็ก” มีคุณภาพโดดเด่นด้วยรสชาติที่หวานมัน เนื้อสัมผัสเข้มข้นละมุน และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมานานกว่า 60 ปี โดยปัจจุบัน “น้ำนมโคมวกเหล็ก”มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่ มีปริมาณการผลิตรวมต่อปีกว่า 259 ล้านกิโลกรัม สร้างมูลค่าการจำหน่ายรวมต่อปีสูงถึงกว่า 5,600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่นกว่า 4,200 ฟาร์ม
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ตนพร้อมคณะได้ตรวจเยี่ยมฟาร์มโคนม กระบวนการผลิตและแปรรูปน้ำนมโคที่ทันสมัย อาทิ นมพาสเจอร์ไรส์ และนม UHT ภายใต้มาตรฐานสากล เช่น GAP และ GMP/GHP พร้อมกันนี้ได้หารือกับ นายสุคนธ์ ปักเคเต ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด นายสุพร เทียนนาวา รองประธานสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพื่อรับฟังข้อมูลความเป็นมา สถานการณ์การตลาด และข้อจำกัดในการผลิตสินค้า เพื่อประเมินศักยภาพและแนวทางสนับสนุนการขึ้นทะเบียน GI ของสินค้า “น้ำนมโคมวกเหล็ก”
นางอรมน กล่าวว่า “น้ำนมโคมวกเหล็ก” เป็นสินค้าแห่งความภาคภูมิใจของชาวสระบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต้นกำเนิดการเลี้ยงโคนมของไทย โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมากที่สุดในประเทศ และสามารถผลิตน้ำนมโคได้มากกว่า 100 ตันต่อวัน อีกทั้งยังได้รับมาตรฐานระดับสากล ดังนั้นกรมฯจึงเห็นว่าควรมีการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า “น้ำนมโคมวกเหล็ก”ให้เป็น GI เพื่อเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองชื่อเสียงของสินค้า ป้องกันการสวมสิทธิโดยสินค้าจากแหล่งอื่น สร้างมูลค่าและอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ได้ในอนาคต ซึ่งกรมฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จะบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันสินค้าเข้าสู่ระบบการคุ้มครอง GI ตามนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย GI
อย่างไรก็ตามกรมฯขอแนะนำเกี่ยวกับการปรับตัวเข้าสู่การตลาดเชิงรุก โดยการทำตลาด “น้ำนมโคมวกเหล็ก”ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการผลิตนมดิบเท่านั้น แต่ควรต่อยอดไปสู่การสร้าง “เรื่องราว” (Storytelling) ของสินค้าที่สะท้อนวิถีชีวิตเกษตรกรโคนมมวกเหล็กตามแนวพระราชดำริ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางจิตใจให้กับผู้บริโภค อีกทั้งยังสนับสนุนให้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสหกรณ์โคนมมวกเหล็กและแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์จากสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียม ที่มาพร้อมกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มั่นคงยิ่งขึ้น
ทั้งนี้จ.สระบุรีมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI แล้ว 3 รายการ ได้แก่ “ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้” , “เผือกหอมบ้านหมอ” และ “มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี” ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 373 ล้านบาท ในปี 2568 โดยกรมฯเชื่อมั่นว่าการผลักดันการขึ้นทะเบียน “น้ำนมโคมวกเหล็ก” เป็น GI จะช่วยให้สินค้าได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค เป็นการการันตีคุณภาพและแหล่งกำเนิดที่ชัดเจน ที่สำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี