533.jpg
‘DIP’ดัน‘น้ำนมโคมวกเหล็ก’ ขึ้นทะเบียน GI ชูแหล่งกำเนิดโคนมอาชีพ

‘DIP’ดัน‘น้ำนมโคมวกเหล็ก’ ขึ้นทะเบียน GI ชูแหล่งกำเนิดโคนมอาชีพ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา(DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ตนพร้อมคณะได้ลงพื้นที่ สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อส่งเสริมและตรวจสอบข้อเท็จจริงสินค้าที่มีศักยภาพในการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “น้ำนมโคมวกเหล็ก” โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและปกป้องอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์น้ำนมโคคุณภาพเยี่ยมที่เป็นความภูมิใจของคนไทย

ทั้งนี้ อ.มวกเหล็ก เป็นพื้นที่บุกเบิกด้านการเลี้ยงโคนมของไทยมาตั้งแต่ปี 2503 ตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาแนวทางการเลี้ยงโคนมเพื่อเป็นอาชีพที่มั่นคงแก่เกษตรกร โดยเกษตรกรมีการคัดเลือกโคนมสายพันธุ์แท้คุณภาพสูง ดูแลด้วยระบบกึ่งธรรมชาติ ให้อาหารหยาบสดและพืชอาหารสัตว์ ควบคู่กับการจัดการฟาร์มมาตรฐานเข้มงวด ส่งผลให้ “น้ำนมโคมวกเหล็ก” มีคุณภาพโดดเด่นด้วยรสชาติที่หวานมัน เนื้อสัมผัสเข้มข้นละมุน และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมานานกว่า 60 ปี โดยปัจจุบัน “น้ำนมโคมวกเหล็ก”มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่  มีปริมาณการผลิตรวมต่อปีกว่า 259 ล้านกิโลกรัม สร้างมูลค่าการจำหน่ายรวมต่อปีสูงถึงกว่า 5,600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่นกว่า 4,200 ฟาร์ม


ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ตนพร้อมคณะได้ตรวจเยี่ยมฟาร์มโคนม กระบวนการผลิตและแปรรูปน้ำนมโคที่ทันสมัย อาทิ นมพาสเจอร์ไรส์ และนม UHT ภายใต้มาตรฐานสากล เช่น GAP และ GMP/GHP พร้อมกันนี้ได้หารือกับ นายสุคนธ์ ปักเคเต ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด นายสุพร เทียนนาวา รองประธานสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพื่อรับฟังข้อมูลความเป็นมา สถานการณ์การตลาด และข้อจำกัดในการผลิตสินค้า เพื่อประเมินศักยภาพและแนวทางสนับสนุนการขึ้นทะเบียน GI ของสินค้า “น้ำนมโคมวกเหล็ก”

นางอรมน กล่าวว่า “น้ำนมโคมวกเหล็ก” เป็นสินค้าแห่งความภาคภูมิใจของชาวสระบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต้นกำเนิดการเลี้ยงโคนมของไทย โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมากที่สุดในประเทศ และสามารถผลิตน้ำนมโคได้มากกว่า 100 ตันต่อวัน อีกทั้งยังได้รับมาตรฐานระดับสากล ดังนั้นกรมฯจึงเห็นว่าควรมีการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า “น้ำนมโคมวกเหล็ก”ให้เป็น GI เพื่อเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองชื่อเสียงของสินค้า ป้องกันการสวมสิทธิโดยสินค้าจากแหล่งอื่น สร้างมูลค่าและอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ได้ในอนาคต ซึ่งกรมฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จะบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันสินค้าเข้าสู่ระบบการคุ้มครอง GI ตามนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย GI

อย่างไรก็ตามกรมฯขอแนะนำเกี่ยวกับการปรับตัวเข้าสู่การตลาดเชิงรุก โดยการทำตลาด “น้ำนมโคมวกเหล็ก”ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการผลิตนมดิบเท่านั้น แต่ควรต่อยอดไปสู่การสร้าง “เรื่องราว” (Storytelling) ของสินค้าที่สะท้อนวิถีชีวิตเกษตรกรโคนมมวกเหล็กตามแนวพระราชดำริ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางจิตใจให้กับผู้บริโภค อีกทั้งยังสนับสนุนให้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสหกรณ์โคนมมวกเหล็กและแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์จากสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียม ที่มาพร้อมกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มั่นคงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้จ.สระบุรีมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI แล้ว 3 รายการ ได้แก่ “ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้” , “เผือกหอมบ้านหมอ” และ “มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี” ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 373 ล้านบาท ในปี 2568 โดยกรมฯเชื่อมั่นว่าการผลักดันการขึ้นทะเบียน “น้ำนมโคมวกเหล็ก” เป็น GI จะช่วยให้สินค้าได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค เป็นการการันตีคุณภาพและแหล่งกำเนิดที่ชัดเจน ที่สำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top