วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ว่า ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 1.8-1.9 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าในปี 2569 จะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าที่ 7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง อยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 3.2 แสนล้านบาท ขณะที่ภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4% ใกล้เคียงกับปีก่อน
โดยในปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าในการเพิ่มปริมาณลูกค้าใหม่จากการเร่งปล่อยสินเชื่อ และผลิตภัณฑ์ประกันการส่งออกอีก 3 พันราย จากปัจจุบันอยู่ที่ 6 พันราย ซึ่งปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการ SMEs ในระบบทั้งสิ้น 2.8 หมื่นราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการ SMEs ขนาดใหญ่ 5-6 พันราย
ทั้งนี้ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะวิกฤตที่รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน ใน 3 มิติหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก รวมถึงการส่งออกของไทยที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ 1.ความขัดแย้งที่รุนแรง ทั้งในรูปแบบของสงครามในสนามรบที่ยืดเยื้อ และสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยเคมี สำคัญของโลก จนสั่นสะเทือนถึงความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารในหลายประเทศ ขณะเดียวกันมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังส่งผลต่อทิศทางการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
2.ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดการเงินโลก จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์และค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงครามที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาทองคำ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและสภาพคล่องของภาคธุรกิจไทย 3.ความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อม จากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศสุดขั้ว ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและต้นทุนการผลิต รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
นายชลัช กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทั้งโลกและไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า GDP โลกในปี 2569 จะเติบโตในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี ที่ระดับ 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปีก่อน ขณะที่การค้าโลกอาจขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ปี ที่ระดับ 2.8% ลดลงจาก 5.1% ในปีก่อน สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวสูงสุดในรอบ 2 ปี แตะระดับ 4.4% เพิ่มจาก 4.1% ในปีก่อน
สำหรับไทยนั้น ธนาคารประเมินว่าการส่งออกในปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 7% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร และอาหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศคู่ค้า มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี