542.jpg
‘ส.อ.ท.’มอง Fed คงดอกเบี้ย ลดแรงกดดันระยะสั้น เตือนภาคธุรกิจยังต้องคุมต้นทุนการเงิน

‘ส.อ.ท.’มอง Fed คงดอกเบี้ย ลดแรงกดดันระยะสั้น เตือนภาคธุรกิจยังต้องคุมต้นทุนการเงิน

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.05 น.

‘ส.อ.ท.’มอง Fed คงดอกเบี้ย ลดแรงกดดันระยะสั้น เตือนภาคธุรกิจยังต้องคุมต้นทุนการเงิน

19 มิถุนายน 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ว่า การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดความผันผวนของตลาดการเงินโลกในระยะสั้น เนื่องจากภาคธุรกิจยังไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมทันที อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรมองว่าเป็นสัญญาณของการผ่อนคลายต้นทุนทางการเงินโลกอย่างชัดเจน เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจยังมีอยู่หลายด้าน


“แม้ Fed จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ภาคธุรกิจต้องไม่ประมาท เพราะสถานการณ์การเงินโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลให้ดอกเบี้ยโลกอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้” นางพิมพ์ใจ กล่าว

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ในระยะถัดไป ซึ่งยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมาย แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้และตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อที่ยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% อาจทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเกิดขึ้นช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เห็นว่าการที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ เป็นช่วงเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมไทยควรใช้ในการเตรียมความพร้อมและเสริมภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ มากกว่ามองว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจสิ้นสุดลงแล้ว โดยผู้ประกอบการควรเร่งบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ทบทวนโครงสร้างต้นทุนทางการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

สำหรับประเทศไทย แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำที่ 1.00% และต้นทุนทางการเงินภายในประเทศยังไม่ได้ปรับตัวตามดอกเบี้ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ยังจำเป็นต้องบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ เนื่องจากความผันผวนของทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ ราคาพลังงาน รวมถึงกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ ดูแลให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วยต้นทุนที่เหมาะสม รวมถึงเร่งลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยโลกที่ยังสูงและเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน

“เสถียรภาพทางการเงินเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยสำคัญ แต่สิ่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ในระยะยาว คือการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ยกระดับประสิทธิภาพ และสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้พร้อมรับมือกับทุกความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นางพิมพ์ใจ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top