วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569
หนุนเลิกเตาIF เปิดโรดแมป 3 ปี ยกระดับเหล็กไทย
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน กล่าวว่า สมาคมฯและภาคส่วนอุตสาหกรรมเหล็กไทย สนับสนุนนโยบายเชิงรุกของนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม จากกรณีเตรียมพิจารณายกเลิกการใช้เตาหลอมกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง ถือเป็นความกล้าหาญทางนโยบาย เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเตาหลอม IF ที่อยู่ในมาตรฐาน มอก.สร้างความสุ่มเสี่ยง และความกังวลในภาคการก่อสร้างมาโดยตลอด
จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า เทคโนโลยีเตาอาร์กไฟฟ้า (EAF) มีข้อดีที่อุดรอยรั่วความเสี่ยงของเทคโนโลยีล้าหลังได้อย่างเบ็ดเสร็จ 4 มิติหลัก คือ 1.เนื้อเหล็กบริสุทธิ์สูงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบ EAF ร่วมกับเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) มีกระบวนการทางเคมีที่เป่าออกซิเจนเพื่อดึงสิ่งมลทิน กักตะกรัน และกวนน้ำเหล็กด้วยก๊าซอาร์กอน ทำให้ส่วนผสมทางเคมีสม่ำเสมอ และลดสารฝังในที่ไม่ใช่โลหะได้เด็ดขาด
2.แก้โจทย์ข้อจำกัดเศษเหล็กชุมชนปนเปื้อน บริบทของไทยต้องรีไซเคิลเศษเหล็ก ชุมชนที่ปนเปื้อนสูง เช่น เศษตัวถังรถ สังกะสี ตะปู ซึ่งเตา IF ทำได้เพียงหลอมให้ละลาย แต่ไม่มีกลไกเคมีขจัดสารอันตรายอย่างกำมะถันฟอสฟอรัส หรือโบรอน ออกไปได้ ทำให้สารเหล่านี้ฝังแน่นจนกลายเป็น เหล็กด้อยคุณภาพ 3.โครงสร้างปลอดภัย ไม่เปราะหัก สารตกค้างจากเตา IF จะทำให้เหล็กเปราะหักง่าย และเสี่ยงพังทลายเมื่อโครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักสะสม การเปลี่ยนมาใช้ EAF จึงเป็นการป้องกันอุบัติภัยตึกถล่มได้
4.ตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% โรงงาน EAF ลงทุนติดตั้งระบบดูดฝุ่นครบวงจร จัดการฝุ่นแดงหรือกากพิษในระบบปิด สอดคล้องตามกฎหมายแรงงาน ตลอดจนจัดซื้อเศษเหล็กผ่านห่วงโซ่อุปทานที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และรายงานข้อมูลการผลิตและสินค้าคงคลังตามเวลา เพื่อให้ภาครัฐตรวจสอบย้อนกลับได้
นอกจากนี้นโยบายการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังสอดคล้องกับบรรทัดฐานสากล และมีหลักฐานเชิงประจักษ์มารองรับชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโมเดลความสำเร็จของจีนที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) สั่งกวาดล้างและปิดโรงงานเตา IF ที่ผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างสำเร็จ 100% ตั้งแต่ พ.ศ.2560 ด้วยเหตุผลด้านคุณภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับผลวิจัยระดับภูมิภาคอาเซียน พ.ศ.2568 โดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย ที่ชี้ชัดว่าเหล็กเส้นจากเตา IF มีอัตราแตกหักจากการทดสอบแรงกระแทกสูงถึง 67% และเคมีไม่ผ่านเกณฑ์ 12.5% ขณะที่เหล็กจากระบบ EAF ที่ผ่านการปรุงน้ำเหล็กผ่านเกณฑ์สมบูรณ์ 100%
ภาคอุตสาหกรรมมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หรือโรดแมป เพื่อสนับสนุนแนวทางการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมให้บรรลุเป้าหมายภายใน 3 ปี โดยเสนอแก้ไขกฎระเบียบ มอก. ดังนี้ 1.แก้ไข มอก.20-2559 (เหล็กเส้นกลม) จำกัดให้เตา IF ผลิตได้เฉพาะชั้นคุณภาพ SR24 ขนาดไม่เกิน 15 มม. และอนุญาตให้ใช้เฉพาะอาคารประเภท Low Rise เช่น บ้านชั้นเดียวเท่านั้น 2.แก้ไข มอก.24-2559 (เหล็กเส้นข้ออ้อย) บังคับใช้กระบวนการผลิตจากเตา EAF หรือ BOF เท่านั้น เนื่องจากเป็นโครงสร้างหลักและสาธารณูปโภคสำคัญของประเทศ และ 3.กำหนดข้อบังคับเครื่องจักร ให้สายการผลิตเหล็กเส้นทุกชนิดต้องติดตั้งเตา LF เป็นเครื่องจักรภาคบังคับ
“การเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านในวันนี้อาจมีแรงต้าน แต่การปล่อยให้เทคโนโลยีล้าหลังกัดเซาะระบบเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชนคือความเสี่ยงที่ประเทศรับไม่ได้ การปฏิรูปครั้งนี้คือการคัดกรองอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้เหลือเพียงผู้ประกอบการที่รับผิดชอบต่อสังคม โดยภาครัฐสามารถนำเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 3 ขึ้นไป มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงบวกในการจูงใจ” นายประวิทย์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี