533.jpg
นายก วสท.แนะ ปรับมาตรฐานเหล็กใหม่ แยกประเภทใช้งาน ยกระดับความปลอดภัย กำกับดูแลสิ่งแวดล้อม

นายก วสท.แนะ ปรับมาตรฐานเหล็กใหม่ แยกประเภทใช้งาน ยกระดับความปลอดภัย กำกับดูแลสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

นายก วสท.แนะกำหนดมาตรฐานเหล็กฉบับใหม่ แยกประเภทใช้งาน-ยกระดับความปลอดภัย-กำกับดูแลสิ่งแวดล้อม

นายก วสท. เสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตฉบับใหม่ ควรแบ่งแยกประเภทการใช้งานให้เหมาะสม ยกระดับกำกับดูแลโรงงานผลิตอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติเหล็กให้สอดคล้องมาตรฐานสากลควบคู่การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมแนะนำระบบ “วิศวกรอิสระขึ้นทะเบียน” ตรวจประเมินโรงงานผลิต


เหล็ก

รศ.เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยถึงข้อเสนอแนะ การปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ฉบับใหม่ ซึ่งมีความเห็นว่าควรมุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ควบคู่กับการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และแนวทางที่เหมาะสมควรมีการแบ่งมาตรฐานตามประเภทการใช้งาน (Class Partitioning) โดยกำหนดมาตรฐานภายใต้เลข มอก.เดียวกัน แต่แบ่งเป็นเกรดของการใช้งาน เช่น เกรดสำหรับโครงสร้างสำคัญที่ต้องรับแรงแผ่นดินไหวหรือแรงสั่นสะเทือนสูงและเกรดสำหรับอาคารทั่วไป

โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้เหล็กที่ใช้ในโครงสร้างหลัก เช่น เสา คาน และอาคารสูง ต้องผ่านกระบวนการผลิตที่มีความสามารถควบคุมคุณภาพได้สูงกว่า ขณะที่งานก่อสร้างทั่วไปยังสามารถเลือกใช้เหล็กตามมาตรฐานที่กำหนดได้ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับหลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

เอนก ศิริพานิชกร

อย่างไรก็ตามมีอีกหลายประเทศในอาเซียนยังมีการใช้เตาหลอม Induction Furnace (IF)  ซึ่งเป็นผลมาจากประเทศจีน ปรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและทยอยยกเลิกการใช้เตาประเภท IF ภายในประเทศ ทำให้เครื่องจักรถูกส่งออกมายังประเทศกำลังพัฒนาในราคาที่ต่ำ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าระบบผลิตแบบ Electric Arc Furnace (EAF) และหากมีมาตรการให้โรงงานที่ใช้เตาหลอม IF ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน ทั้งการติดตั้งระบบ Refining เพื่อปรับคุณภาพน้ำเหล็ก การควบคุมมลพิษ และการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับระบบ EAF ทำให้ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนของเตา IF ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

“เมื่อต้นทุนการผลิตของเตา IF เพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับระบบ EAF  ทำให้ข้อได้เปรียบด้านราคาหายไป จะนำไปสู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า  มากกว่าการลดต้นทุนจากการใช้เทคโนโลยีราคาถูก  มาตรฐานเหล็กฉบับใหม่จึงไม่ใช่ตัดสินว่าจะใช้หรือเลิกใช้เตา IF แต่ต้องกำหนดมาตรฐานให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ต้องกำกับดูแลอย่างประสิทธิภาพ ให้เหล็กทุกเส้นที่ออกสู่ตลาดมีคุณภาพ มีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้มีสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว”  รศ.เอนก  กล่าว

รศ.เอนก กล่าวอีกว่า เพื่อให้มาตรฐานเหล็กฉบับใหม่มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้เสนอแนวทางในการเพิ่มการกำกับดูแลโรงงานผลิตเหล็ก โดยนำระบบ “วิศวกรอิสระขึ้นทะเบียน” เข้ามาตรวจประเมินโรงงานผลิตเหล็ก ทั้งในด้านคุณภาพการผลิต และด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสามารถรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลได้โดยตรง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดภาระของภาครัฐ และสร้างความเชื่อมั่นว่าโรงงานผู้ผลิตได้ปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top