วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายนี้ "ก๊าซธรรมชาติ" ถือเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์และเป็นรากฐานสำคัญทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวิถีชีวิตประจำวัน ตั้งแต่กระแสไฟฟ้าในบ้านเรือน ก๊าซหุงต้มในห้องครัว ไปจนถึงวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม การทำความเข้าใจระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการแปรสภาพก๊าซธรรมชาติ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สังคมมองเห็นภาพรวมการสร้างเสถียรภาพพลังงานของประเทศได้อย่างรอบด้าน
หากดูโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานไทยในปัจจุบัน จะพบว่าระบบการจัดหาก๊าซธรรมชาติไม่ได้พึ่งพาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่ถูกขุดขึ้นมาจากอ่าวไทยกว่า 40 ปี ไม่มีเพียงต่อความต้องการใช้ในประเทศและมีแนวโน้มลดลง เราจึงต้องนำเข้าพลังงานเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ จาก 3 แหล่ง ซึ่งประกอบด้วย

1. ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอ่าวไทยซึ่งเป็นทรัพยากรหลักในประเทศ
2. ก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา
และ 3. การจัดหาในรูปแบบก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG โดยนำเข้าจากตลาดโลกเพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวขึ้น

โดยแต่ละแหล่งล้วนมีต้นทุน คุณสมบัติที่แตกต่างกัน การบริหารจัดการก๊าซภาพรวมทั้งระบบจึงต้องมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพ เพื่อให้ประเทศมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก และราคาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลกับค่าครองชีพของประชาชน
ประเภทก๊าซธรรมชาติ
ก๊าซธรรมชาติมี 2 ประเภท คือ
1. ก๊าซเปียก (Wet Gas) คือ ก๊าซธรรมชาติซึ่งนอกจากจะมีเทนแล้ว ยังมี อีเทน โพรเพน บิวเทน ฯลฯ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอด เมื่อนำมาผ่านกระบวนการแยกในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อแยกสารประกอบออกจากกัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายและนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ โดยก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นก๊าซเปียกที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าได้มากมาย
2. ก๊าซแห้ง (Dry Gas) หมายถึง ก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas หรือ LNG) เพื่อบรรจุถังและขนส่งไปยังจุดหมายที่มีระยะทางไกล
‘โรงแยกก๊าซธรรมชาติ’ ปั๊มมูลค่าเพิ่มปิโตรเคมี
โชคดีมากที่ก๊าซส่วนใหญ่ที่พบในอ่าวไทยเป็นก๊าซเปียก ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอดที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องการ ด้วยเหตุนี้ "โรงแยกก๊าซธรรมชาติ" จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในฐานะ "โรงคัดแยกวัตถุดิบ" ผ่านกระบวนการและขั้นตอนในการปรับปรุงคุณภาพและคัดแยกโมเลกุล เพื่อเปลี่ยนสภาพก๊าซให้กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมี ก่อนนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยเมื่อเจาะลึกผลลัพธ์จากกรรมวิธีการคัดแยกของโรงแยกก๊าซฯ จะพบสายผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่ามหาศาล
.jpg)
โดยเริ่มต้นจากการแยก “มีเทน” เพื่อส่งต่อไปเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม และใช้เป็นก๊าซ NGV ในภาคขนส่ง
ถัดมาคือ “อีเทน” ใช้ผลิตเอทิลีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับเม็ดพลาสติก โพลีเอทิลีน (PE) ที่นิยมไปขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน ขวดพลาสติกและเส้นใยพลาสติกต่างๆ
ขณะที่ “โพรเพน” ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี นำไปใช้ผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพีลีน (PP) ที่ใช้ในการขึ้นรรูปผลิตภัณฑ์ยางในห้องเครื่องยนต์ หม้อแบตเตอรี่ กาว น้ำมันเครื่อง
.jpg)
ส่วน “บิวเทน” จะถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบปิโตรเคมีเช่นกัน และเมื่อผสมกับโพรเพน จะสามารถใช้ประโยชน์เป็นก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับภาคครัวเรือน เป็นต้น
แม้กระบวนการในโรงแยกก๊าซฯ จะมีต้นทุนในการดำเนินการ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะการนำองค์ประกอบเหล่านี้ไปต่อยอดในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรของประเทศได้มากถึง 25 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบขั้นต้นหรือเป็นเชื้อเพลิงเพื่อเผาไหม้เพียงอย่างเดียว อาทิ
.jpg)
จากตัวเลขดังกล่าว เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาผ่านกระบวนการคัดแยกนั้น สร้างประโยชน์และมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศได้มากกว่าการนำไปเผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เพราะแทนที่จะสูญเสียทรัพยากรล้ำค่าไปกับการเผาไหม้ที่ให้มูลค่าเพียง 1 เท่า ซึ่งเสมือน “การนำไม้สักทองไปเผาทำฟืน” ประเทศไทยได้แปรสภาพทรัพยากรที่มองไม่เห็นให้กลายเป็นพลังงาน และสิ่งของเครื่องใช้ที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงไม่ได้เป็นเพียงการนำก๊าซมาทำสารเคมี แต่คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ลดภาระการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี