วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
542.jpg
เตือนVery Strong เอลนีโญ  ‘ร้อน แล้ง ปุ๋ยแพง’ฉุดรายได้เกษตรกร

เตือนVery Strong เอลนีโญ ‘ร้อน แล้ง ปุ๋ยแพง’ฉุดรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.45 น.

เตือนVery Strong‘เอลนีโญ’

‘ร้อน แล้ง ปุ๋ยแพง’ฉุดรายได้เกษตรกร


โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “เอลนีโญ” หรือ El Niño รอบใหม่ที่ก่อตัวเร็ว เสี่ยงรุนแรง และมีโอกาสทำให้ปี 2027 กลายเป็นหนึ่งในปีที่ “ร้อนที่สุด” เป็นประวัติการณ์

National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ประกาศในเดือน มิ.ย.2026 ว่า ภาวะ “เอลนีโญ” ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และมีโอกาสถึง 63% ที่จะพัฒนาไปสู่ระดับ “รุนแรงมาก” (Very Strong เอลนีโญ) ขณะที่ภาวะ “โลกร้อน” เป็นปัจจัยเร่งที่อาจทำให้ผลกระทบจากเอลนีโญระลอกนี้รุนแรงและยืดเยื้อกว่ารอบปกติ ทั้งในมิติอุณหภูมิโลกที่มีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในบางภูมิภาค ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และบางส่วนของเอเชียใต้ เสี่ยงเผชิญอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น

#เช็คความพร้อมรับมือ“เอลนีโญ”

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า สำหรับความพร้อมในการรับมือกับภาวะเอลนีโญ 2026-2027 หรือปี 2569-2570 ของไทยในปัจจุบัน อยู่ในระดับ “พอรับมือได้ในระยะสั้น”

เนื่องจากปัจจุบันระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักของไทยยังอยู่ในเกณฑ์รองรับความต้องการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูเพาะปลูกปี 2569 ได้ แต่ปริมาณฝนในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้หลายพื้นที่เสี่ยงเผชิญ “ภัยแล้ง” โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ได้แก่ ภาคเหนือฝั่งตะวันออก ภาคอีสานตอนล่าง ภาคกลางฝั่งตะวันออก ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนล่าง และหากเอลนีโญพัฒนาเป็นระดับรุนแรง ความเสี่ยงอาจขยายจากผลกระทบเฉพาะพื้นที่ไปสู่ผลกระทบในวงกว้างช่วงปี 2570

#“เกษตรกร”อ่วม! เสี่ยงรายได้หดตัว

SCB EICระเมินว่า หากเกิด “Very Strong เอลนีโญ” จริง รายได้เกษตรกรไทยมีแนวโน้มหดตัว หรือ-5% ในปี 2569 และ -2% ในปี 2570 จากผลกระทบของฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้ง ซึ่งส่งผลให้ทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิตลดลง

สินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ข้าวเปลือก อ้อย มันสำปะหลัง ประมง ขณะเดียวกันผลกระทบยังส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น โรงสี ผู้ส่งออกข้าว โรงงานน้ำตาล ธุรกิจเอทานอล โรงงานอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป จากปัญหาวัตถุดิบลดลง คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และต้นทุนที่สูงขึ้น

แม้ราคาสินค้าเกษตรบางกลุ่มอาจปรับเพิ่มขึ้นตามอุปทานที่ลดลงและช่วยพยุงรายได้เกษตรกรได้บางส่วน แต่แรงพยุงด้านราคาคาดว่าจะชดเชยผลกระทบจากปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ลดลงได้เพียงบางส่วนเท่านั้น อีกทั้ง เกษตรกรไทยยังต้องเผชิญต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง ทั้งราคาปุ๋ย เชื้อเพลิง อาหารสัตว์ และต้นทุนการบริหารจัดการน้ำ

#เปลี่ยน“เยียวยา”เป็น“บริหารความเสี่ยง”

SCB EIC มองว่า เอลนีโญรอบปี 2569-2570 เป็นสัญญาณเตือนว่าความเสี่ยงด้านภูมิอากาศกำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย ดังนั้นการรับมือจึงไม่ควรจำกัดเพียงการเยียวยาหลังเกิดความเสียหาย แต่ต้องยกระดับสู่การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ การวางแผนเพาะปลูก การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการพัฒนาระบบเตือนภัยระดับพื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายต่อภาคเกษตรและระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

“ภาครัฐ” ควรจัดทำระบบเตือนภัยเอลนีโญระดับพื้นที่และรายสินค้าเกษตร วางแผนจัดสรรน้ำล่วงหน้า และเร่งสนับสนุนแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยง

สำหรับมาตรการระยะยาว ภาครัฐควรเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคเกษตรไทยต่อความผันผวนของสภาพอากาศผ่าน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำระดับพื้นที่ เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ระบบกระจายน้ำ ระบบกักเก็บน้ำในชุมชน และระบบน้ำในไร่นา เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้พื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่แล้งซ้ำซากสามารถรับมือกับภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งได้ดีขึ้น

2.การยกระดับระบบประกันภัยพืชผลและภัยแล้ง โดยขยายความครอบคลุมให้เป็นระบบ ต่อเนื่อง และมีกลไกสนับสนุนที่ชัดเจนเช่นเดียวกับโครงการประกันภัยข้าวนาปี ไปยังพืชเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล ควบคู่กับการพัฒนาประกันภัยพืชผลที่จ่ายเงินชดเชยตามดัชนีสภาพอากาศ เช่น ปริมาณฝน ระดับน้ำ ความชื้นในดิน หรือความรุนแรงของภัยแล้ง เพื่อให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้ในระยะยาว

“เกษตรกร” ควรเริ่มต้นจากการวางแผนการเพาะปลูกและการผลิตให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านชลประทานในพื้นที่ ปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและข้อมูลเตือนภัย รวมถึงควรวางแผนการใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เชื้อเพลิง อาหารสัตว์ และค่าใช้จ่ายด้านน้ำอย่างรอบคอบ

“ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน” เช่น โรงสี โรงงานน้ำตาล โรงงานแป้งมัน อาหารสัตว์ อาหารทะเลแปรรูป และผู้ส่งออก ควรประเมินความเสี่ยงของแหล่งวัตถุดิบล่วงหน้า ควรเร่งสำรองน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่เพาะปลูกและบริเวณโรงงาน และควรเตรียมวงเงินหมุนเวียนสำหรับรองรับต้นทุนวัตถุดิบที่อาจสูงขึ้น รวมถึงทำสัญญาจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าในสินค้าที่มีความเสี่ยงขาดแคลน เป็นต้น

โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงการผ่านพ้น “เอลนีโญ” ระลอกนี้ให้ได้

แต่คือการเร่งเปลี่ยนความเสี่ยงภูมิอากาศให้เป็นแรงผลักดันในการยกระดับระบบเกษตรไทยให้มีผลิตภาพสูงขึ้น มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้เศรษฐกิจไทยรับมือกับสภาพอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top