วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า สอน. ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรม "ยกระดับกลไกการขับเคลื่อนการบริหารด้วยข้อมูล (Data Driven) เพื่อเพิ่มโอกาส เติมทุน และเพิ่มสภาพคล่องอุตสาหกรรมไทย" ภายใต้โครงการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สนับสนุนการยกระดับกลไกการขับเคลื่อนการบริหารด้วยข้อมูล (Data Driven) เพื่อเพิ่มโอกาส เติมทุน และเพิ่มสภาพคล่องอุตสาหกรรมไทย (กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบการบริหารจัดการด้วยข้อมูลเชิงลึกอย่างเป็นรูปธรรม
โดยงานในครั้งนี้ดำเนินงานภายใต้นโยบาย "ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว" ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ผลักดันการบูรณาการข้อมูลและหลอมรวมพลังการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดเข้าด้วยกัน เพื่อทลายข้อจำกัดเรื่องฐานข้อมูลภาครัฐที่เคยกระจัดกระจาย นำมาสู่การเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ (Data Integration) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เสริมสภาพคล่อง และตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคดิจิทัลตามแนวทาง BCG Economy Model อย่างยั่งยืน
สำหรับภารกิจสำคัญของ สอน. คือ การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกระแสการปรับตัวสู่ BCG Economy Model
“การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เท่าทันและตอบสนองต่อการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลถือได้ว่าเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในโครงการนี้ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อย่างแม่นยำ โดยต้นน้ำ AI ได้เข้ามาช่วยพยากรณ์สภาพอากาศ ช่วยเกษตรกรวางแผนการปลูกและการตรวจจับจุดความร้อน (Heat Map) เพื่อลดปัญหาการเผาอ้อย ส่วนกลางน้ำ จะช่วยโรงงานน้ำตาลวิเคราะห์กระบวนการผลิต ลดการสูญเสียทรัพยากร และปลายน้ำ จะช่วยในการพยากรณ์เชิงนโยบายและติดตามแนวโน้มการบริโภคน้ำตาลทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจนครับ" นายใบน้อยกล่าว
สำหรับการดำเนินงานของ สอน. ในครั้งนี้ สอดรับกับวิสัยทัศน์ตามแผนปฏิบัติราชการดิจิทัล สอน. พ.ศ. 2566 - 2570 ในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "องค์กรดิจิทัลที่มีระบบนิเวศดิจิทัลที่ยั่งยืน" โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการดิจิทัลที่ยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) และมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตให้กับบุคลากรของหน่วยงาน
ด้านนายภัทรพล ลิ้มภักดี รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานของ สมอ. ว่า สมอ. ได้ขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็นหน่วยงานอัจฉริยะใน 3 มิติหลัก คือ การปฏิรูปกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล (Digital Core) การเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ (Data Integration) และการสร้างนวัตกรรม AI เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ภายใต้แผนปฏิบัติการดิจิทัล พ.ศ. 2569 - 2572
นายภัทรพล กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือในโครงการนี้ สมอ. ได้นำข้อมูลทะเบียนใบอนุญาตและการวางแผนตรวจสถานที่ มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาเป็นระบบ Risk Assessment Dashboard เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการทำผิดกฎระเบียบและจัดอันดับความเสี่ยง (Risk Level) แยกรายภาคอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยให้ สมอ. สามารถกำกับดูแลและตรวจสอบได้อย่างตรงจุด โปร่งใส และลดความซ้ำซ้อน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันพัฒนาระบบตรวจสอบ รับรอง และติดตามมาตรฐาน มอก. 152 มาตรฐาน แบบออนไลน์ รวมถึงการนำ AI Social Listening เข้ามาช่วยเฝ้าระวังและติดตามผลิตภัณฑ์บังคับ เพื่อคุ้มครองและป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที"
ทั้งนี้ แผนการปฏิรูปของ สมอ. จะมุ่งเน้นระบบกลางที่รวมข้อมูลฐานทะเบียน มอก., กระบวนการe-License, e-Surveillance และ TISI-NSW เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ SPEED ความรวดเร็ว, TRANSPARENCY ความโปร่งใส และ SAFETY ความปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาโครงการใหญ่ในอนาคต เช่น AI Expert System ในปี 2570 เพื่อยกระดับการประเมินความเสี่ยงโรงงาน และระบบ SMART TISI สำหรับการเฝ้าระวังตลาดเชิงรุก ก่อนจะก้าวสู่ระบบหน่วยงานอัจฉริยะที่ตัดสินใจด้วยข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven Decision Making) อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2572
โดยผลการดำเนิน โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการนำร่องเพื่อการต่อยอดและพัฒนาในส่วนถัดไป โดยได้จัดตั้งคณะทำงานวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงขึ้นมาประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่าน เพื่อพัฒนาศูนย์กลางจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลกลาง (Data Management Platform), AI Dashboard สำหรับการวิเคราะห์ผลเชิงบริหารแบบ Real-Time, AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะบริการประชาชน 24 ชั่วโมง, ระบบพยากรณ์เชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเกษตร และระบบ Smart Alert แจ้งเตือนความเสี่ยงเชิงลึก
นอกจากนี้ โครงการยังประสบความสำเร็จในมิติการพัฒนาบุคลากรและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ โดยตลอดระยะเวลาดำเนินงานได้มีการจัดกิจกรรมสัมมนาและถ่ายทอดองค์ความรู้รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ 6 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา นครสวรรค์ ชลบุรี และกาญจนบุรี โดยมีเกษตรกรชาวไร่อ้อย ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 1,492 คน พร้อมทั้งสามารถอบรมพัฒนาทักษะวิศวกรข้อมูล (Data Engineer) เจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานระบบ และผู้ดูแลระบบเชิงลึก (Admin) ในหน่วยงานสมอ.และสอน.ได้รวมกว่า 170 คน ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ระบบดิจิทัลต่อไป
-032
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี