วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ประเทศญี่ปุ่น ตนได้ใช้ช่วงเวลาเปลี่ยนเครื่องระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายอาหารและผลไม้ไทย ณ ห้างอิออน สาขานาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อช่วย Promote สินค้าไทยและรับฟังสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าไทยในตลาดญี่ปุ่น
ทั้งนี้จากการเยี่ยมชมการจำหน่ายผลไม้และสินค้าอาหารไทย พบว่า ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทุเรียนไทย ที่ได้รับการยอมรับและมีความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลไม้ไทยอื่นๆ เช่น มังคุด และส้มโอ เป็นต้น ตลอดจนอาหารและขนมไทยที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเลือกซื้อในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรและอาหารไทยในการขยายตลาดระดับพรีเมียมในญี่ปุ่น
นอกจากนี้ได้เยี่ยมชมร้านอาหารไทย “แก้วใจ” ในจังหวัดชิบะ ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ “Thai SELECT” และเปิดให้บริการอาหารไทยรสชาติต้นตำรับมายาวนานกว่า 25 ปี นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า ตนยังได้หารือกับ นางพิมใจ มัตสึโมโต ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (Honorary Trade Advisor: HTA) และนายโนบุโอะ ชิราฮามะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากล้วยหอมของญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าการผลักดันการส่งออกกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้ากล้วยสดประมาณ 1 ล้านตันต่อปี โดยกว่า 80% เป็นการนำเข้าจากประเทศในอาเซียน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและขยายการส่งออกกล้วยหอมคุณภาพสู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น
โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มีกำหนดการนำผู้นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางลงพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอม พบเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้เกิดการสั่งซื้อ โดยมีเป้าหมายหลักในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดกล้วยหอมในประเทศญี่ปุ่นให้ได้เพิ่มขึ้นต่อไป
สำหรับการดูแลตลาดภายในประเทศไทยนั้น ล่าสุดตนได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน (DIT) ติดตามสถานการณ์ทุเรียนภาคใต้ เนื่องจากปี 2569 นี้ผลผลิตทุเรียนใต้มีปริมาณ 752,515 ตัน เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2568 ซึ่งปัจจุบันผลผลิตออกแล้ว 35% ยังมีสินค้าคงเหลือ 489,199 ตัน
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กล่าวว่า กรมฯมีแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ปริมาณดูดซับ 300,000 ตัน ประกอบด้วย สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 3,700 ตัน รณรงค์บริโภค 9,000 ตัน เชื่อมโยงออกนอกแหล่งผลิต 281,000 ตัน การเปิดจุดจำหน่าย การสนับสนุนการขนส่งผ่านไปรษณีย์และการแปรรูป ในส่วนของระยะกลาง จะจัดการรณรงค์บริโภคกลุ่มนักท่องเที่ยวรวมถึงประสานผู้ประกอบการด้านอาหารและแบรนด์ต่างๆ ทำเมนู และเชิญทูตกลุ่มเป้าหมายเพื่อลงพื้นที่ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ราคาทุเรียนปรับตัวลดลง เกิดจากการชะลอตัวของตลาดจีน เนื่องจากทุเรียนช่วงต้นฤดูที่ส่งออกไปจีน พบว่า เป็นทุเรียนอ่อน จีนจึงมีการชะลอการสั่งซื้อ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องคู่แข่งต่างประเทศ รวมถึงทุเรียนในภูมิภาคอื่นๆ ที่ออกสู่ตลาด ทั้งอุตรดิตถ์ ศรีสะเกษ และนครราชสีมา
อย่างไรก็ตามเมื่อราคาปรับตัวลดลง กรมฯได้เข้าไปบริหารจัดการซื้อนำตลาด และจัดกิจกรรมกิจกรรมรณรงค์บริโภค ซึ่งปัจจุบันราคา เกรด AB อยู่ที่ 85-105 บาท/กก. เกรด C อยู่ที่ 60-80 บาท/กก. และเกรด D อยู่ที่ 40-55 บาท/กก.
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าทุเรียนหมอนทองราคาเพียง 5 บาท หรือทุเรียนลับแลอุตรดิตถ์ราคาตกนั้น กรมฯได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่แล้ว พบว่า ทุเรียน 5 บาท เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน ไม่ใช่ทุเรียนหมอนทอง เป็นทุเรียนลูกเล็กและแตก มีจำนวนไม่มาก ซึ่งปกตินำไปทำเป็นทุเรียนกวน และทุเรียนสอดไส้ขนม ส่วนที่อุตรดิตถ์ กระทรวงฯได้นำผู้ผลิตไปซื้อทุเรียนเกรดคุณภาพในราคานำตลาด แต่ทุเรียนบางส่วนถูกกระทบจากฝนตกชุก ทำให้ทุเรียนขึ้นรา รวมถึงมีปัญหาหนอน กระทรวงฯจึงได้มีการดูดซับผลผลิตเพื่อเข้าไปสู่การแปรรูป
ทั้งนี้การส่งออกทุเรียนไทยในปี 2569 นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-5 กรกฎาคม 2569 มีปริมาณการส่งออกรวม 908,047.46 ตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรวมแล้วกว่า104,199.62 ล้านบาท
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี