วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯขานรับนโยบาย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ด้วยการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจ
โดยแนะผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ให้วางระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ลดความเสี่ยงจากการละเมิดสิทธิ และเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ทั้งนี้ธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าทางธุรกิจกว่า 300,000 ล้านบาท และเป็นรูปแบบธุรกิจที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการและสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการขยายธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ไม่ได้เป็นเพียงการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ชื่อร้านหรือเปิดสาขาเท่านั้น แต่เป็นการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้า สูตรการผลิต ระบบการบริหาร หรือองค์ความรู้ ซึ่งล้วนเป็นสินทรัพย์สำคัญที่สร้างมูลค่าและความแตกต่างให้กับธุรกิจ หากไม่มีการคุ้มครองและบริหารจัดการที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การถูกลอกเลียนแบบ การใช้สิทธิโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือข้อพิพาททางธุรกิจในอนาคตได้
นางอรมน กล่าวว่า การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ดี จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้รับสิทธิ นักลงทุน และคู่ค้าทางธุรกิจ รวมทั้งช่วยให้การขยายแฟรนไชส์เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โดยก่อนขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่
1.ตรวจสอบความเหมือนหรือคล้ายของชื่อและเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นคำขอจดทะเบียน โดยใช้ระบบ AI Image Search และ Trademark Checker บนเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้เครื่องหมายการค้าที่อาจซ้ำหรือคล้ายกับของผู้อื่น
2.จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันกรมฯ ได้เปิดให้บริการ Fast Track สำหรับผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าโดยเร็ว และคำขอเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยให้การพิจารณาคำขอเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถนำเครื่องหมายการค้าไปใช้สร้างแบรนด์และขยายตลาดได้อย่างทันท่วงที
3.จดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างความชัดเจนในสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา
4.จัดทำสัญญาแฟรนไชส์ที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขต่างๆ อย่างชัดเจน
5.จดทะเบียนสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร หากธุรกิจมีนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือกระบวนการผลิตที่คิดค้นขึ้นเอง เพื่อคุ้มครองผลงานและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
6.กำหนดมาตรการคุ้มครองความลับทางการค้า เพื่อป้องกันการนำองค์ความรู้ของธุรกิจไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะช่วยรักษามูลค่าของธุรกิจและสร้างความมั่นคงในการขยายแฟรนไชส์ในระยะยาว
นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯพร้อมเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจสู่ระบบแฟรนไชส์ ให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยกรมฯพร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำผู้ประกอบการตั้งแต่การตรวจสอบข้อมูลและวางแผนด้านทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองและจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถขยายกิจการได้อย่างมั่นใจและเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยติดต่อศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือโทรสายด่วน 1368 ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญของกรมฯ คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการคุ้มครอง การใช้ประโยชน์ และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่การเป็นเจ้าของแฟรนไชส์อย่างมืออาชีพ และสร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี