วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569
นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกรรม เดินทางตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) และเพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ โดยจะใช้ตลาดภาครัฐเป็นกลไกสร้างอุปสงค์ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างและ Green Procurement เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน นำไปสู่การลงทุนใหม่ รายได้ การจ้างงาน และการขยายตลาดในระยะยาว
สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเชื่อมโยง “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับประสิทธิภาพและมาตรฐานการผลิต พัฒนาทักษะแรงงาน ไปจนถึงการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีมาใช้จริง โดยใช้กลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เพื่อยกระดับ SMEs ทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต สัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ มาตรฐาน และเทคโนโลยี พร้อมเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและผู้ซื้อรายใหญ่ ควบคู่กับมาตรฐาน Made in Thailand (MiT) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อรับรองว่าสินค้ามีการผลิตจริงในประเทศและเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
นางศุภจี กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) วันนั้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่มีการประชุมคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อติดตามงบประมาณบูรณาการและวางแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม, โดยที่ประชุมได้หารือถึงการหา "อุตสาหกรรมตัวใหม่ (New S-Curve)" เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมชีวภาพ (Biotechnology), ดิจิทัลและ AI, ยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ , ซึ่งจะมีการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ให้สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยจะเปลี่ยนปีฐานจากปี 2564 เป็นปี 2567 เพื่อนำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และโฟโตนิกส์ (Photonics) เข้ามาคำนวณด้วย
ชูแผน Made in Thailand ให้แต้มต่อ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนคือการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ใช้ชิ้นส่วนผสมภายในประเทศภายใต้กรอบ Made in Thailand (MiT) โดยจะให้ “แต้มต่อ” ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แก่ 3 อุตสาหกรรมเฉพาะ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense) 2.อุตสาหกรรมสาธารณสุขและการแพทย์ และ 3.อุตสาหกรรมคมนาคม (รถราง)
ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับแต้มต่อจะต้องได้รับมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วน Local Content ในประเทศ
นอกจากนี้ จะปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ให้สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนปีฐานจากปี 2564 เป็นปี 2567 และนำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์ (Photonics) เข้ามาคำนวณ เพื่อให้ข้อมูลสามารถสะท้อนศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยได้แม่นยำขึ้น
นางศุภจี กล่าวว่า นอกจากนี้ได้มอบนโยบายสนับสนุนพลังงานชีวภาพ ทั้งไบโอดีเซลและเอทานอล โดยประสานกระทรวงการคลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลกลไกตลาดและทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายประมาณ 5-6 ฉบับต่อ ครม. เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม และกฎหมายเกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะการจัดการกากอุตสาหกรรมที่จะต้องบูรณาการกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ
นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 และ 232 ขณะนี้สินค้าไทยประมาณ 72% ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว และอยู่ระหว่างเจรจาสำหรับสินค้าที่เหลือ โดยไทยจะใช้ฐานข้อมูลการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงแผนการลงทุนเพิ่มเติมอีก 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาเพื่อสร้างความสมดุลทางการค้า พร้อมชี้แจงว่าสัดส่วนการได้เปรียบดุลการค้าของไทยกว่า 30% มาจากบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เข้ามาลงทุนในไทย
“สิ่งสำคัญคือการทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน โดยนำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์ในการพัฒนา SMEs ขณะที่ GMT SMEs และ MiT จะช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายตลาดและเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว BCG และ ESG และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค”นางศุภจีกล่าว
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงเตรียมปรับปีฐาน MPI และ Capacity Utilization จากปี 2564 เป็น 2567 เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมปัจจุบัน โดยเพิ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์เข้ามาคำนวณ
“อุตสาหกรรมดังกล่าวมียอดขายเติบโตประมาณ 2 เท่าจากปีก่อนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลกและการเปลี่ยนมาใช้ระบบ Optical มากขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้าง Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่เชื่อมโยงและสร้างประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่”นายวราวุธกล่าว
นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับกระแสข่าวกรณีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า มีท่าทีสนใจขยายการลงทุนไปยังประเทศอินโดนีเซียนั้น ยอมรับว่าคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียมีความน่าสนใจในแง่ของผู้เล่นหน้าใหม่ แต่ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและรู้ใจกัน
"เราต้องช่วยกันฝ่าฟันไปให้ได้ และต้องมีมาตรการจูงใจ (Incentive) หลายเรื่องเพื่อดึงดูดให้เขายังอยู่กับเรา ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการคิดกลยุทธ์จีบเขากลับมา"นายวราวุธกล่าวขณะที่ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการใหม่และปรับฐานภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและรถยนต์นำเข้า เพื่อไม่ให้โครงสร้างต้นทุนเสียเปรียบเกินไป
-032
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี