546.jpg
‘ศุภจี’ดันนโยบาย MiT ชงแต้มต่อ3กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก

‘ศุภจี’ดันนโยบาย MiT ชงแต้มต่อ3กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่13 สิงหาคม 2569 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลจะเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) และเพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ

ทั้งนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ โดยจะใช้ตลาดภาครัฐเป็นกลไกสร้างอุปสงค์ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างและ Green Procurement เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน นำไปสู่การลงทุนใหม่ รายได้ การจ้างงาน และการขยายตลาดในระยะยาว


สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเชื่อมโยง “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับประสิทธิภาพและมาตรฐานการผลิต พัฒนาทักษะแรงงาน ไปจนถึงการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีมาใช้จริง โดยใช้กลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เพื่อยกระดับ SMEs ทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต สัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ มาตรฐาน และเทคโนโลยี พร้อมเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและผู้ซื้อรายใหญ่ ควบคู่กับมาตรฐาน Made in Thailand (MiT) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อรับรองว่าสินค้ามีการผลิตจริงในประเทศและเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

โดยแผน MiT ให้แต้มต่อ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนคือ การสนับสนุนผู้ประกอบการที่ใช้ชิ้นส่วนผสมภายในประเทศ ภายใต้กรอบ MiT จะให้ “แต้มต่อ” ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แก่ 3 อุตสาหกรรมเฉพาะ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ(Defense) 2.อุตสาหกรรมสาธารณสุขและการแพทย์ และ 3.อุตสาหกรรมคมนาคม (รถราง) สินค้าที่ได้รับแต้มต่อจะต้องได้รับมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วน Local Content ในประเทศ

นางศุภจี กล่าว การประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่มีการประชุมคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อติดตามงบประมาณ บูรณาการ และวางแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม โดยที่ประชุมได้หารือถึงการหาอุตสาหกรรมตัวใหม่ (New S-Curve) เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมชีวภาพ (Biotechnology), ดิจิทัลและ AI, ยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งนี้จะมีการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ให้สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยจะเปลี่ยนปีฐานจากปี 2564 เป็นปี 2567 เพื่อนำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และโฟโตนิกส์ (Photonics) เข้ามาคำนวณด้วย เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยได้แม่นยำขึ้น 

ส่วนด้านพลังงาน ได้มอบนโยบายสนับสนุนพลังงานชีวภาพ ทั้งไบโอดีเซลและเอทานอล โดยประสานกระทรวงการคลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลกลไกตลาดและทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ในขณะเดียวกันกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายประมาณ 5-6 ฉบับต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม และกฎหมายเกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะการจัดการกากอุตสาหกรรมที่จะต้องบูรณาการกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ

ส่วนการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 และ 232  ขณะนี้สินค้าไทยประมาณ 72% ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว และอยู่ระหว่างเจรจา สำหรับสินค้าที่เหลือ ไทยจะใช้ฐานข้อมูลการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงแผนการลงทุนเพิ่มเติมอีก 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาเพื่อสร้างความสมดุลทางการค้า พร้อมชี้แจงว่าสัดส่วนการได้เปรียบดุลการค้าของไทยกว่า 30% มาจากบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เข้ามาลงทุนในไทย

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top