วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา โลกได้เห็นการแข่งขันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรมที่หลายคนอาจไม่เคยสนใจ นั่นคือ “ดาต้าเซ็นเตอร์” หรือศูนย์ประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ที่กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ต่างจากถนน ไฟฟ้าหรือน้ำประปา ในยุคก่อน บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต่างทุ่มเงินรวมกันกว่า300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพียงปีเดียว เพื่อสร้างและขยายดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก
และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายที่พวกเขากำลังจ้องมองอยู่อย่างใกล้ชิด คำถามคือ
ประเทศไทยพร้อมจะคว้าโอกาสนี้หรือไม่?
ทำไมดาต้าเซ็นเตอร์จึงกลายเป็นสมรภูมิแห่งศตวรรษ?
เบื้องหลังความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั้นมีปัจจัยสำคัญอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ การฝึกโมเดล AI เพียงหนึ่งครั้งใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าบ้านธรรมดาหลายร้อยหลังรวมกัน และเมื่อ AI ถูกนำมาใช้งานจริงในระดับล้านคนพร้อมกัน ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานก็ยิ่งมหาศาลตามไปด้วย สิงคโปร์เคยเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคมาโดยตลอด แต่ในปี 2019
รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่นานกว่า 3 ปี เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงานแม้จะเริ่มผ่อนคลายในระยะหลัง แต่สัญญาณนั้นชัดเจนว่า ภูมิภาคนี้ต้องการฐานใหม่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย จึงกลายเป็นตัวเลือกที่นักลงทุนโลกหันมาพิจารณาอย่างจริงจัง
ในปัจจุบัน มาเลเซียกำลังนำอยู่ในการแข่งขันนี้ด้วยการลงทุนจาก Microsoft, Google และ Oracle รวมกันกว่า15,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเพียงสองปี ขณะที่อินโดนีเซียก็ดึงดูดเงินลงทุนได้ไม่น้อย ส่วนไทยนั้น แม้จะมีความพยายามจากภาคเอกชน แต่ยังขาดความชัดเจนในระดับนโยบายที่จะทำให้การแข่งขันนี้เป็นรูปธรรม
ไทยมีจุดแข็งอะไร และสิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคืออะไร?
ความจริงที่น่าดีใจคือไทยมีจุดแข็งสำคัญหลายประการ
ประการแรกคือโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูงเป็นสิ่งที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการมากที่สุด เพราะการหยุดไฟเพียงไม่กี่วินาทีอาจสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล
ประการที่สองคือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางอาเซียน เชื่อมต่อกับเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศได้ดีและประการที่สามคือต้นทุนค่าที่ดินและแรงงานที่ยังต่ำกว่าสิงคโปร์อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข สิ่งแรกคือความล่าช้าในกระบวนการขออนุญาต นักลงทุนต่างชาติที่เคยผ่านการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในมาเลเซียมักพูดตรงๆว่าขั้นตอนในไทยยังซับซ้อนและใช้เวลานานกว่ามาก สิ่งที่สองคือการขาดนโยบายพลังงานสะอาดที่ชัดเจน เพราะhyperscalers ระดับโลกอย่าง Google และ Microsoft มีพันธะต่อผู้ถือหุ้นว่าต้องใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี2030
หากไทยไม่มีทางออกด้านพลังงานสีเขียวที่น่าเชื่อถือ โอกาสบางส่วนก็อาจหลุดลอยไปและสุดท้ายคือการขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลซึ่งต้องอาศัยการลงทุนในระบบการศึกษาและการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ
ไทยต้องเลือกจะเป็นผู้เล่น ไม่ใช่แค่ผู้ชม
การแข่งขันดึงดูด AI Infrastructure นั้นไม่ต่างจากการแข่งขันดึงดูดนิคมอุตสาหกรรมในยุค 1980-1990
ประเทศที่ชนะในวันนั้นได้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของตัวเองนานหลายสิบปีและวันนี้ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยในรูปแบบใหม่ภาคเอกชนไทยเริ่มเคลื่อนตัวแล้ว มีบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างจริงจัง แต่การลงทุนเอกชนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ สิ่งที่ขาดหายคือเจตจำนงทางนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แข่งขันได้ การเร่งรัดพลังงานหมุนเวียน และการสร้างเส้นทาง Fast Track
สำหรับการลงทุนด้านดิจิทัลโดยเฉพาะนอกจากนี้ รัฐยังควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมเพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดรวมถึงเร่งพัฒนากฎระเบียบด้านข้อมูลที่ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรมคำถามที่ผู้อ่านลองถามตัวเองดูก็ได้ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า เราอยากให้เพื่อนบ้านมาเช่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากเราหรือเราจะเป็นฝ่ายต้องพึ่งพาพวกเขาแทน คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่เราทำในวันนี้
ดร.กร พูนศิริวงศ์

ปู มัณฑนา นิวเวอร์ชั่น ประกาศลั่นยอมสงบปากสงบคำ ข่มใจไม่โต้กลับคู่กรณี หวั่นคดีงอกเพิ่ม
ทนายอั๋น-สว.สำรอง หอบหลักฐานแชตไลน์ วางแผน ฮั้ว สว. ร้อง กกต. ทวงถามความยุติธรรม
ชาดา ไทยเศรษฐ์ เยือน ลองนาคาเฟ่ คาเฟ่บ้านดินสุดอาร์ต
วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ
ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี