วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ในยุคปัจจุบันที่เราถูกสอนให้ต้องตื่นตัว พัฒนาตัวเอง และดิ้นรนทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน หลายคนอาจรู้สึกว่าแม้จะพยายามอัปสกิลหรือทำงานหนักแค่ไหน แต่สถานะทางการเงินกลับไม่ได้มั่งคั่งขึ้นตามที่คาดหวัง วิกฤตเงียบที่กำลังก่อตัวและทำลายความมั่งคั่งของคนวัยทำงานอย่างเลือดเย็นไม่ได้มาจากแค่ราคาน้ำมันหรือค่าอาหาร แต่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “เงินเฟ้อทางการแพทย์” (Medical Inflation) ที่กำลังเติบโตเร็วกว่ารายได้ของเราอย่างน่าตกใจ ข้อมูลในปัจจุบันชี้ให้เห็นชัดเจนว่าทั่วทั้งตลาดที่พัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ เงินเฟ้อทางการแพทย์พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องในระดับ 8-11% ต่อปีในขณะที่การเติบโตของค่าจ้างโดยทั่วไปกลับหยุดชะงักอยู่ที่เพียง 3-5% เท่านั้น ซึ่งสร้างช่องว่างความสามารถในการจ่าย (Affordability gap) ที่ถ่างออกกว้างขึ้นทุกวันหากลองมองดูประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นภาพสะท้อน จะพบว่าในปี 2025 ค่าเบี้ยประกันสุขภาพแบบครอบครัวพุ่งไปถึง 26,993 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี หรือเติบโตขึ้นถึง 6% ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของค่าแรงที่ 4% และเงินเฟ้อทั่วไปที่ 2.7% อย่างมาก ซึ่งในความเป็นจริง ต้นทุนประกันสุขภาพและค่ารักษาพยาบาลเหล่านี้ได้เติบโตทิ้งห่างทั้งค่าแรงและเงินเฟ้อทั่วไปมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว และสถานการณ์ในประเทศไทยยิ่งทวีความน่ากังวลจนน่าตื่นเต้น เพราะในขณะที่ทั่วโลกคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อทางการแพทย์ในปี 2026 จะอยู่ที่ราวๆ 10% แต่ประเทศไทยกลับมีตัวเลขพุ่งนำไปล่วงหน้าถึง 10.8% ตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกและสูงกว่าการเติบโตของค่าจ้างในประเทศหลายเท่าตัวทำให้ทุกครั้งที่เราก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาล มันอาจหมายถึงการสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต
โบนัสหายไปไหน? เมื่อ “ต้นทุนแฝงทางการแพทย์” แย่งพื้นที่การเติบโตของรายได้ในกระเป๋า
หลายคนอาจคิดว่าปัญหานี้เป็นเรื่องไกลตัวตราบใดที่ยังไม่ได้ล้มหมอนนอนเสื่อ หรือคิดว่าบริษัทมีสวัสดิการประกันสุขภาพให้อยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง กติกาของตลาดแรงงานและการเงินได้เปลี่ยนไปจนเราตั้งรับไม่ทัน ต้นทุนสุขภาพที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบแค่ตอนที่คุณป่วย แต่มันกำลังกัดกิน “เงินเดือน” และ “โบนัส” ของคุณโดยตรงในทุกๆ เดือน เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและเบี้ยประกันพุ่งสูงขึ้น องค์กรและนายจ้างจำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องโยกย้ายงบประมาณที่เดิมทีเตรียมไว้สำหรับการปรับขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสประจำปี
ไปอุดรอยรั่วเพื่อจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันและสวัสดิการสุขภาพของพนักงานแทน พื้นที่สำหรับการเติบโตของรายได้ที่เป็นตัวเงินสดในกระเป๋าของคุณจึงถูกบีบให้แคบลงเรื่อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานด้านค่าครองชีพยังตอกย้ำความโหดร้ายนี้ว่า ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอย่างมาก โดยเฉพาะค่าบริการโรงพยาบาลที่พุ่งทะยานขึ้นถึง 274% นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา สอดคล้องกับคำเตือนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) ที่ระบุชัดเจนว่า ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อทางการแพทย์ในระบบสุขภาพไทย กำลังถูกส่งผ่านและผลักภาระมายังผู้บริโภคอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านค่ารักษาและเบี้ยประกันที่แพงขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า ไม่ว่าคุณจะทำผลงานได้ดีแค่ไหน แต่ผลกำไรส่วนหนึ่งของบริษัทที่ควรจะเป็นของคุณ กลับถูกสูบออกไปจ่ายให้กับต้นทุนแฝงทางการแพทย์ที่ไม่มีใครควบคุมได้
จาก “หาเงินเก่ง” สู่ “สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน”: ทักษะเอาตัวรอดเดียวในโลกที่กติกาเศรษฐกิจถูกเขียนใหม่
ในอดีต ทักษะที่สำคัญที่สุดอาจเป็นการเรียนให้เก่งและทำงานหาเงินให้ได้มากที่สุด แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่ปัจจัยโครงสร้างเปลี่ยนไป ความมั่งคั่งไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขรายรับเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ “ความรู้ทางการเงิน” (Financial Literacy) ว่าคุณสามารถปกป้องเงินที่คุณหามาได้ดีแค่ไหน โลกกำลังเผชิญกับปัจจัยเร่ง ทั้งเทคโนโลยีการแพทย์ที่ล้ำสมัยแต่ราคาแพงลิบลิ่ว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และอัตราการเกิดโรคเรื้อรังที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ภาพรวมของ Medical Trend ทั่วโลกในปี 2025 คาดว่าจะพุ่งไปถึง 10.4% และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มต้นทุนด้านสุขภาพเชิงพาณิชย์จะพุ่งสูงถึง 9% ในปี 2027 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ท่ามกลางกติกาโลกที่โหดร้ายเช่นนี้ คนที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ใช่แค่คนที่หารายได้เก่ง แต่คือคนที่มีทักษะในการวางแผนการเงิน รู้จักจัดสรรความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นเงินเฟ้อที่พร้อมจะกวาดล้างเงินเก็บ ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับคนทำงานในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่การถามตัวเองว่า “เราหาเงินได้เท่าไหร่” หรือ “ทำไมบริษัทไม่ขึ้นเงินเดือน” แต่คือ “เราได้สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินเพื่อรับมือกับต้นทุนชีวิตในอนาคตไว้พร้อมแล้วหรือยัง” และเมื่อมองดูความจริงอันโหดร้ายของตัวเลขเศรษฐกิจในวันนี้ ประเด็นที่น่าคิดต่อและต้องหาคำตอบให้ได้โดยด่วนอาจไม่ใช่แค่เรื่องปัญหาค่าครองชีพแพง แต่คือในวันที่รายได้ของเราเดินหน้าทีละก้าว แต่ค่ารักษาพยาบาลกำลังวิ่งกระโดดข้ามหัวเราไป... เรากำลังเผชิญปัญหา “หาเงินได้น้อยเกินไป” หรือกำลังเผชิญปัญหา “ความไม่สอดคล้องระหว่างความรู้ทางการเงินที่เรามี กับความโหดร้ายของกติกาเงินเฟ้อทางการแพทย์ระดับโลก” กันแน่?
ยาส์ชีลา ปูรี

อิหร่านโต้ชัด โครงการขีปนาวุธไม่อยู่ในข้อตกลงกับสหรัฐฯ
วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจสงครามทรัมป์ กดดันยุติสงครามอิหร่าน
เปิดคำสัมภาษณ์ ชวน หลีกภัย ที่ไม่เคยเผยแพร่ ทุจริตคอร์รัปชัน จากนักการเมือง สู่ข้าราชการ
รบ.ส่ง 2 ร่างกฎหมายเข้าสภาฯ วันนี้ เพิ่มประสิทธิภาพศาล-ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค
อดีตบิ๊กข่าวกรอง เซ็งโกงสอบท้องถิ่น ตัดหนทางคนเก่ง ได้แต่คนโกง ท้องถิ่นจะเจริญได้อย่างไร!?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี