วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569
ในปี 2026 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วง "เร่งตัวแบบไม่เท่ากัน" ประเทศที่ลงทุนอย่างจริงจังในเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบอัตโนมัติ (Automation) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ต่างกำลังสร้างผลิตภาพใหม่ในระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ สหรัฐอเมริกา อินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียที่เติบโตเร็ว อย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม ต่างเริ่มเห็นการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในระดับสูง ขณะที่กองทุนขนาดใหญ่ทั่วโลกยังคงไหลเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในระดับต่ำอย่างน่าเป็นห่วง โดยหลายสำนักวิจัยชั้นนำ ทั้ง IMF, ธนาคารโลก และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ต่างคาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.5–2% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่อยู่ราว 4–5% อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยกดดันหลักยังคงเป็นเรื่องเดิมที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการส่งออกที่ฟื้นตัวช้า การบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ และโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการแบบดั้งเดิมมากเกินไป
สิ่งที่น่าวิตกกังวลไม่ใช่แค่ตัวเลข "การเติบโตต่ำ" เพียงอย่างเดียว แต่คือ "การเติบโตช้ากว่าโลก" เพราะในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีการแข่งขันข้ามพรมแดนสูง การที่ประเทศหนึ่งเติบโตช้ากว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างต่อเนื่อง หมายถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวรและยากจะย้อนกลับ
ปัญหาเชิงโครงสร้าง: ไทยยังไม่ทัน "เศรษฐกิจยุคใหม่"
แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าการเปลี่ยนผ่านยังไม่เกิดขึ้นจริงในระดับเศรษฐกิจโดยรวม รายงาน Global Competitiveness Report ของ World Economic Forum ระบุว่าไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการนำนวัตกรรมมาใช้ในระดับปานกลาง และมีช่องว่างขนาดใหญ่ในด้านทักษะแรงงานดิจิทัลเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญสามารถสรุปได้ใน 4 มิติหลัก ได้แก่ หนึ่ง — เศรษฐกิจยังพึ่งพาภาคท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าแบบดั้งเดิมซึ่งเปราะบางต่อความผันผวนของโลก สอง — การลงทุนในวิจัยและพัฒนา (R&D) ของไทยอยู่ที่ราว 1.1% ของ GDP เท่านั้น ต่ำกว่าเกาหลีใต้ที่ลงทุนกว่า 4.8% อย่างเทียบไม่ได้ สาม — การพัฒนาแรงงานทักษะสูงยังไม่ทันกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในสาขา AI, Data Science และ Cybersecurity และสี่ — ภาคธุรกิจ SME ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจยังอยู่ในรูปแบบ low productivity และขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
ในขณะที่สิงคโปร์กำลังใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในภาคสาธารณสุขและการเงิน และเวียดนามกำลังดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระดับองค์กรเท่านั้น ประเทศที่สามารถ "ใช้เทคโนโลยีได้เร็วกว่า" จะสร้างความได้เปรียบแบบทวีคูณ ซึ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างประเทศขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ แบบไม่เป็นเส้นตรง
ทางเลือกของไทย: จะเร่งเครื่อง หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
แม้ภาพรวมจะดูเป็นความท้าทาย แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญ หากสามารถปรับตัวได้ทันในช่วงเวลานี้ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านมองว่าคือ "หน้าต่างโอกาส" ที่จะเปิดอยู่ไม่นาน ไทยมีจุดแข็งที่ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่กำลังพัฒนา และฐานการท่องเที่ยวระดับโลกที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้
สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการมี 3 ด้านหลัก ด้านแรกคือการเร่ง adoption ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการผลักดันให้ภาคธุรกิจ SME เข้าถึงเครื่องมือ AI และระบบอัตโนมัติผ่านมาตรการจูงใจทางภาษีและการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์ดำเนินการผ่านโครงการ SMEs Go Digital ด้านที่สองคือการยกระดับคุณภาพแรงงาน ด้วยการปรับหลักสูตรการศึกษาให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัล สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน รวมถึงส่งเสริมการ reskill และ upskill แรงงานในวัยทำงาน
ด้านที่สามและสำคัญที่สุดคือการลดข้อจำกัดเชิงระบบ ทั้งกฎระเบียบที่ล้าสมัย กระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อน และการขาดความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายและการปฏิบัติจริง ในโลกปัจจุบัน ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจไม่ได้มาจากทรัพยากรธรรมชาติหรือขนาดของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ "ความเร็วในการปรับตัว" ของทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งไทยยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก
ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยในปี 2026 อาจไม่ใช่แค่ "เราจะโตได้กี่เปอร์เซ็นต์" แต่คือ "เราจะสามารถเร่งตัวได้ทันโลกหรือไม่" เพราะหากคำตอบคือไม่ การเติบโตที่ช้าลงในวันนี้ อาจกลายเป็นการสูญเสียโอกาสในระยะยาวที่ยากจะย้อนกลับได้ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกชี้ให้เห็นแล้วว่า ประเทศที่ปรับตัวได้ก่อน มักไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ "กล้าเปลี่ยน" ได้เร็วที่สุด
ดร.กร พูนศิริวงศ์

หายนะซ้ำซ้อน 3 สายการบินยักษ์ใหญ่อินเดีย เตือน อุตสาหกรรมการบินใกล้วิกฤต
แม่ค้านราธิวาสตื้นตัน พิมรี่พายเปิดทางทุเรียนกวน ของดีจากใต้ กระหึ่มโซเชียล
เอ๊ะยังไง? กัปตันช้าง ลงสตอรี่สุดหวาน รับประทานอาหารค่ำกับ ลำไย ไหทองคำ
ทรัมป์ ทิ้งบอมบ์กลางโซเชียล แฉ อิหร่าน อยู่ในภาวะล่มสลาย อ้อนขอให้เปิดฮอร์มุซ
ทบ. ลุยพื้นที่กันทรลักษ์ ติดตาม กองทุนหทัยทิพย์ สร้างหลุมหลบภัยชายแดน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี