วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ในปี 2026 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วง "เร่งตัวแบบไม่เท่ากัน" ประเทศที่ลงทุนอย่างจริงจังในเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบอัตโนมัติ (Automation) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ต่างกำลังสร้างผลิตภาพใหม่ในระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ สหรัฐอเมริกา อินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียที่เติบโตเร็ว อย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม ต่างเริ่มเห็นการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในระดับสูง ขณะที่กองทุนขนาดใหญ่ทั่วโลกยังคงไหลเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในระดับต่ำอย่างน่าเป็นห่วง โดยหลายสำนักวิจัยชั้นนำ ทั้ง IMF, ธนาคารโลก และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ต่างคาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.5–2% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่อยู่ราว 4–5% อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยกดดันหลักยังคงเป็นเรื่องเดิมที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการส่งออกที่ฟื้นตัวช้า การบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ และโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการแบบดั้งเดิมมากเกินไป
สิ่งที่น่าวิตกกังวลไม่ใช่แค่ตัวเลข "การเติบโตต่ำ" เพียงอย่างเดียว แต่คือ "การเติบโตช้ากว่าโลก" เพราะในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีการแข่งขันข้ามพรมแดนสูง การที่ประเทศหนึ่งเติบโตช้ากว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างต่อเนื่อง หมายถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวรและยากจะย้อนกลับ
ปัญหาเชิงโครงสร้าง: ไทยยังไม่ทัน "เศรษฐกิจยุคใหม่"
แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าการเปลี่ยนผ่านยังไม่เกิดขึ้นจริงในระดับเศรษฐกิจโดยรวม รายงาน Global Competitiveness Report ของ World Economic Forum ระบุว่าไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการนำนวัตกรรมมาใช้ในระดับปานกลาง และมีช่องว่างขนาดใหญ่ในด้านทักษะแรงงานดิจิทัลเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญสามารถสรุปได้ใน 4 มิติหลัก ได้แก่ หนึ่ง — เศรษฐกิจยังพึ่งพาภาคท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าแบบดั้งเดิมซึ่งเปราะบางต่อความผันผวนของโลก สอง — การลงทุนในวิจัยและพัฒนา (R&D) ของไทยอยู่ที่ราว 1.1% ของ GDP เท่านั้น ต่ำกว่าเกาหลีใต้ที่ลงทุนกว่า 4.8% อย่างเทียบไม่ได้ สาม — การพัฒนาแรงงานทักษะสูงยังไม่ทันกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในสาขา AI, Data Science และ Cybersecurity และสี่ — ภาคธุรกิจ SME ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจยังอยู่ในรูปแบบ low productivity และขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
ในขณะที่สิงคโปร์กำลังใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในภาคสาธารณสุขและการเงิน และเวียดนามกำลังดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระดับองค์กรเท่านั้น ประเทศที่สามารถ "ใช้เทคโนโลยีได้เร็วกว่า" จะสร้างความได้เปรียบแบบทวีคูณ ซึ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างประเทศขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ แบบไม่เป็นเส้นตรง
ทางเลือกของไทย: จะเร่งเครื่อง หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
แม้ภาพรวมจะดูเป็นความท้าทาย แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญ หากสามารถปรับตัวได้ทันในช่วงเวลานี้ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านมองว่าคือ "หน้าต่างโอกาส" ที่จะเปิดอยู่ไม่นาน ไทยมีจุดแข็งที่ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่กำลังพัฒนา และฐานการท่องเที่ยวระดับโลกที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้
สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการมี 3 ด้านหลัก ด้านแรกคือการเร่ง adoption ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการผลักดันให้ภาคธุรกิจ SME เข้าถึงเครื่องมือ AI และระบบอัตโนมัติผ่านมาตรการจูงใจทางภาษีและการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์ดำเนินการผ่านโครงการ SMEs Go Digital ด้านที่สองคือการยกระดับคุณภาพแรงงาน ด้วยการปรับหลักสูตรการศึกษาให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัล สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน รวมถึงส่งเสริมการ reskill และ upskill แรงงานในวัยทำงาน
ด้านที่สามและสำคัญที่สุดคือการลดข้อจำกัดเชิงระบบ ทั้งกฎระเบียบที่ล้าสมัย กระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อน และการขาดความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายและการปฏิบัติจริง ในโลกปัจจุบัน ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจไม่ได้มาจากทรัพยากรธรรมชาติหรือขนาดของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ "ความเร็วในการปรับตัว" ของทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งไทยยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก
ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยในปี 2026 อาจไม่ใช่แค่ "เราจะโตได้กี่เปอร์เซ็นต์" แต่คือ "เราจะสามารถเร่งตัวได้ทันโลกหรือไม่" เพราะหากคำตอบคือไม่ การเติบโตที่ช้าลงในวันนี้ อาจกลายเป็นการสูญเสียโอกาสในระยะยาวที่ยากจะย้อนกลับได้ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกชี้ให้เห็นแล้วว่า ประเทศที่ปรับตัวได้ก่อน มักไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ "กล้าเปลี่ยน" ได้เร็วที่สุด
ดร.กร พูนศิริวงศ์

รถบัสรับส่งพนักงาน ชน รถนักเรียน จ.ปราจีนบุรี บาดเจ็บหลายคน
นายกฯ ดันอุตสาหกรรมเกม สร้างเศรษฐกิจใหม่ มอบ ดีอี ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน
ราคาน้ำมันโลกร่วงทันที 4% หลังสหรัฐประกาศจบศึกอิหร่าน ปิดตำนานวิกฤตพลังงาน
อุกอาจ คนร้ายลอบเผาโซลาร์ฟาร์มปัตตานี เสียหายหนัก หวังทำลายโครงการพลังงานสะอาด
‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงทักทายและประทานกำลังใจ แก่ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี