วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
ถ้าจะบอกว่าที่มาของความสำเร็จและชื่อเสียงในวันนี้ของ “โย” ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ คือความสามารถและคุณภาพงานที่การันตีหลากหลายชิ้น ซึ่งเธอได้สร้างและปลุกปั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง คงจะไม่เกินจริง เพราะด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ในวงการบันเทิง เป็นข้อพิสูจน์ในหลายๆ บทบาทไม่ว่าจะเป็น นักแสดง หรือ แอ๊กติ้งโค้ช และที่สำคัญตอนนี้เธอยังได้ลูกสาวคนเก่ง “ขวัญ” พิมพ์อัปสร เทียมเศวต ที่พร้อมจะเติบโตและพัฒนางาน สานต่ออาชีพของคุณแม่ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ “สตาร์เรโทร” สัปดาห์นี้ไม่พลาดที่จะไปล้วงเคล็ดลับความสำเร็จของหญิงเก่ง และแกร่ง “โย” ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์
หน้าที่หลัก ณ ปัจจุบัน
นักแสดงค่ะ (หัวเราะ) ยังเป็นอยู่ ตอนนี้อาชีพเสริมเข้ามาก็คือแอ๊กติ้งโค้ช สอนการแสดง พอลูกสาวมาเป็นผู้จัดฯเขาก็จ้างให้มาเป็นแอ๊กติ้งโค้ชด้วย โดยทางอ้อมก็คือช่วยลูกดูบท ดูอะไรให้เขาด้วย ตรวจบทให้ (ไม่เหนื่อยเหรอคะหลายหน้าที่?) ชอบทำงานไง (หัวเราะร่วน) แต่สำหรับคนอายุเท่านี้กับงานขนาดนี้ก็เหนื่อยนะ แต่พอมีบทมีอะไรเข้ามาให้ลอง ให้เลือกและให้ทำเราก็ชอบ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ
.jpg)
ว่าด้วยงานการแสดงและแอ๊กติ้งโค้ช
ตอนนี้มีเล่นให้ของลูกสาว “ปลาหลงฟ้า” ทางช่อง 7เขาจ้างสองหน้าที่ทั้งเป็นแอ๊กติ้งโค้ช แล้วก็เล่นด้วย ในเรื่องรับบทเป็นแม่ใหญ่ เป็นเจ้าของบริษัท มีอำนาจ เสียงดัง โวยวาย เจ้าอารมณ์แล้วก็มี “บัลลังก์เมฆ” ของทางเอ็กแซ็กท์“กำไลมาศ” ของบรอดคาซท์ฯ และ “เลือดมังกร”ในตอนของ สิงห์ ของ อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ ซึ่งบทแตกต่างกันทั้งสามเรื่อง
ส่วนแอ๊กติ้งโค้ชที่จบไปหมาดๆ ก็ “บางระจัน” และต่อไปก็เป็นเรื่อง “กลกิโมโน” ทางช่อง 3 “ปลาหลงฟ้า”,“เขยใหญ่สะใภ้เล็ก” ช่อง 7 แล้วก็มี “กำไลมาศ” ก็ไปโค้ชนิดหน่อยตามที่เวลาเรามี
สไตล์การเป็นแอ๊กติ้งโค้ชของ โย-ทัศน์วรรณ
(หัวเราะ) จะดุก็ต่อเมื่อเขาไม่ใส่ใจ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา หรือเขาไม่เห็นคุณค่าในบท ซึ่งบางคนได้บทดีเหลือเกินแต่ไม่ใส่ใจ ไม่ตั้งใจ คุณได้โอกาสที่ดีมาก ซึ่งคนไม่รู้กี่ล้านคนอยากมาอยู่ตรงนี้ อยากได้แบบนี้ แต่เขาไม่ตั้งใจ น่าเสียดายแทนนะ บางทีก็จะดุ แต่ปกติแล้วไม่ค่อยดุค่ะ รักเด็ก อดทนกับเด็กได้ นอกจากจะไม่ไหวจริงๆ บางคนอยากเล่นเก่ง แต่พอสอนก็ไม่เอา หรือบางคนได้โอกาสมาโดยไม่ต้องเสียเงินเลยนะ เขาจ้างเราไปสอนพระเอก-นางเอก เป็นผลพลอยได้ให้เขา ในเมื่อเขาจะต้องเข้ากับพระเอกตลอดเวลาหรือนางเอกตลอดเวลา เขาเดินมาบอกว่าอยากเล่นเก่ง เราก็บอกว่านี่ไงอาโยมาโค้ชให้ สงสัยอะไรถามมาเลยนะ อาโยสอนให้อยู่แล้ว เพราะต้องไปด้วยกัน เราจะสอนเฉพาะคนที่เขาจ้าง แล้วอีกคนเล่นไม่ได้ ก็ไม่ได้อยู่อย่างงั้น เพราะฉะนั้นต้องไปด้วยกัน เราพร้อมจะสอน แต่เขาไม่เคยมาถามเลย แล้วก็เล่นไม่ได้ จนตากล้องบอก ผมได้ยินที่พี่บอกว่า ให้ถามพี่ได้ ผมไม่เห็นเขาถามพี่เลย สุดท้ายเขาก็เล่นไม่ได้จริงๆ เลยรู้สึกเสียดายโอกาสแทน (รับมือกับสารพัดเด็กที่ต้องโค้ชอย่างไร?) สารพัดเลยแหละ บางคนก็น่ารัก บางคนน่าสงสารนะถือบทเข้ามาเจี๋ยมเจี่ยมจะเล่นยังไง โอ้โห..ถ้ามาแบบนี้นะ บอกเต็มที่เลย ไม่ต้องมาจ้าง เพราะว่าใส่ใจ
.jpg)
ความเครียดที่แตกต่างกัน
เป็นแอ๊กติ้งโค้ชเครียดกว่า เพราะถ้าเราเล่นเองเราเข้าใจ เด็กบางคนสอนง่าย บางคนก็สอนยาก เราจะต้องทำให้คนที่รับบทนั้นถ่ายทอดออกมาให้ได้ ให้เล่นให้ได้ การเป็นแอ๊กติ้งโค้ชที่ยากที่สุดคือเรื่อง “หลงเงาจันทร์” ไปโค้ชให้สเตฟาน ไม่ได้ยากที่ตัวสเตฟานนะ ยากตรงที่หนึ่งสเตฟานตอนนั้นอ่านภาษาไทยไม่ได้ คนอื่นก็ให้บทไปอ่านท่องมาให้ได้ จำให้ได้นะเดี๋ยวตีความให้ฟัง แต่นี่ต้องอ่านให้เขาฟังจนเขาจำได้ว่าพูดอะไรก่อน เหมือนท่องไปกับเขาด้วย แล้วถึงจะตีความและขั้นตอนต่อๆ ไป แต่โชคดีตรงที่สเตฟานสมองเป็นเลิศ เขาเข้าใจเร็วและจำได้
เรื่องท้อใจยามเป็นแอ๊กติ้งโค้ช
จะท้อตรงที่ว่าทำไมเขาไม่คว้าสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับชีวิตต่อไปข้างหน้าของเขาเอาไว้ ทำไมเขาไม่เห็นคุณค่า สอนไปเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา บางคนเป็นนะ จำเฉพาะฉากนี้ เข้าใจแล้ว เล่นได้ละ พอคัทเสร็จ ลืมหมดเลย ฉากใหม่เริ่มต้นใหม่ เราก็บอก โอ้โห..ทำไมไม่จำเลยเนี่ย เล่นมาเท่าไหร่แล้ว ถ่ายมาจนจะปิดกล้องแล้ว เริ่มฉากใหม่ก็ไปอยู่ที่ 0 ใหม่อีกแล้ว บทดีด้วยนะ งงมาก ต้องเรียกคุย เพราะทั้งหมดที่บอกไปคือความรู้นะ คุณต้องจำไว้สิ แต่นี่เหมือนทิ้งเลย เหนื่อยเหมือนกัน เวลาสอนเราบอกหมดเลย ให้หมดเลยนะ เพราะเราไม่ได้ตามไปได้ทุกเรื่อง (อยากเปิดโรงเรียนสอนแอ๊กติ้งโค้ชไหมคะ?) ไม่อยากค่ะ ไม่เปิด เพราะต้องไปรับผิดชอบ แล้วเรายังอยากเป็นนักแสดงอยู่ เคยมีคนชวนไปเป็นผู้กำกับแต่ก็ไม่เอา เพราะถ้าเป็นผู้กำกับเหมือนถูกผูกไว้เลย แล้วก็เหนื่อยมาก ไปไหนไม่ได้ การที่เราเป็นแอ๊กติ้งโค้ชเรายังสอนยังสามารถไปเล่นโน่นเล่นนี่ได้
.jpg)
เรื่องที่ติดอันดับงานยากของ โย-ทัศน์วรรณ
ยากเหรอ (ครุ่นคิด) มันไม่ยากอ่ะ (หัวเราะร่วน) แต่ถ้าจะยากเลยเมื่อตอนสาวๆ คือบทรัก จะไม่ชอบเล่นจะอายมาก เล่นแล้วไม่อิน ถ้าเป็นบทอื่น อารมณ์อื่น ความรู้สึกอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัก จะอินได้ง่าย แต่พอต้องแสดงอารมณ์รักปุ๊บอาย เล่นไปก็เขิน เลยจะไม่ชอบ และเล่นได้ไม่ดี แต่ว่าถ้าพูดถึง ณ ปัจจุบันนี้ มันไม่ยาก ยื่นบทไหนมาก็แค่อ่านบทแล้วก็ทำความเข้าใจ พอเข้าใจปุ๊บ เล่นได้เลย เราจะเป็นคนที่ศึกษาตัวละคร ถ้าสมมุติว่ารับบทมาก็ต้องดูว่า เออ…ตัวละครตัวนี้เป็นยังไง ต้องเข้าใจตัวละครที่เราเป็น อย่างเช่น เรื่อง “สิงห์” ที่เล่นเป็น “อาซิ้ม” อาซิ้มแก่ๆ ที่อยู่กับความเคียดแค้น เราก็นึกภาพอาซิ้มออก ถ้าอายุประมาณอาซิ้มก็จะต้องเดินหลังงอๆ ขาโก่งๆ แล้วคนที่เขาเดินหลังงอ ขาโก่ง ก็ต้องมีบาลานซ์ หน้าไม่ทิ่มลงไป มือข้างหนึ่งต้องไขว้หลังไว้เพื่อบาลานซ์ ถ้าเราเข้าใจตัวละครแล้ว เราเดินเหินยังไงก็เป็นอาซิ้ม หรืออย่างเรื่อง “ปลาหลงฟ้า” เป็นคนที่พูดเสียงดังชัดเจน เราก็ต้องเข้าใจตัวละครด้วยนะว่า ชัดเจน กิริยาเป็นยังไง หรืออย่าง “กำไลมาศ” ที่เล่นเป็นคนแก่เกือบร้อยปีเราก็ต้องหาดูว่าอือหือ…อายุคนเกือบร้อยเป็นยังไง ถ้าแก่ขนาดนี้กิริยาความแข็งแรงจะเป็นยังไง เพราะเราก็ยังแข็งแรงก็ต้องศึกษาแล้วจะคิดเลยว่าบทบาทนี้เราจะทำอะไร ใส่อะไรลงไปได้บ้าง อายุเกือบร้อยเนี่ยต้องทำยังไง ก็เลยปรึกษาผู้กำกับว่า ต้องสั่น หัวสั่น ไม่นิ่ง มือก็จะสั่น นั่งก็ไม่ได้นั่งตัวตรงๆ ถ่ายวันแรกตากล้องบอก ผมสั่นตามพี่ตลอดเลย(หัวเราะ) ก็ต้องเก็บรายละเอียดในแต่ละตัวละครที่เรารับถ้าไม่ทำอย่างงั้นนะ เราก็เล่นเหมือนกันหมดทุกตัวที่เราเล่น เราต้องเข้าใจตัวละครที่เราจะเป็น เราจะเล่นได้และง่าย
ลายเซ็นผลงาน โย-ทัศน์วรรณ
ยุคเข้าวงการใหม่ๆ ลายเซ็นของ โย-ทัศน์วรรณ คือ ดราม่า คนจะแบบว่าเออ…เป็นนางเอกที่น่าสงสาร นางเอกที่คนจะรัก แต่พอไปๆ มาๆ ก็ไม่ชัดเจนแล้วล่ะ เพราะเล่นหลากหลาย เริ่มจากนางเอกที่น่าสงสาร ก็มาเป็นนางเอกที่แก่นๆ บู๊ บ้างอะไรต่างๆ นานา เลยไม่มีลายเซ็นที่ชัดเจน (หัวเราะ) แล้วยิ่งปัจจุบันนี้นะ เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวดี เดี๋ยวตลก ก็ไม่ใช่ลายเซ็นละ แต่ถ้าคนจะนึกถึงก็คือ ถ้าบทตั้งแต่ ป้าขึ้นไปก็จะนึกถึงเรา แล้วตอนนี้ก็เริ่ม ย่า ยาย ทวด (หัวเราะ) อย่าง “กำไลมาศ” นี่ทวดเลยแหละ
.jpg)
สูตรสำเร็จงานที่ทำ
เราตั้งใจทุกเรื่องกับงานที่เรารับมาแล้วก็ใส่ใจค้นคว้า ค้นหาตัวละครตัวนั้น เพราะเราต้องไปเป็นตัวละครตัวนั้นไม่ใช่เล่นเหมือนกันหมดทุกเรื่อง ต้องอ่านบทดูบท ถ้ามีหนังสือก็ไปเอาหนังสือมาอ่าน อ้อ ถ้าเล่นเป็นคนแบบนี้ต้องอย่างงี้นะต้องหาว่าตัวละครอย่างงี้เป็นอะไรยังไง (ด้วยความเข้าใจแบบนี้เป็นเพราะเราเป็นแอ๊กติ้งโค้ชด้วยรึเปล่า?) ไม่ๆ แอ๊กติ้งโค้ชเกิดจากความชำนาญในอาชีพของเรา เราไม่ได้สอนทฤษฎีอย่างเดียว ในฐานะที่เป็นนักแสดง เล่นมาไม่รู้เป็นกี่สิบปีเกือบทุกบทบาท เราเข้าใจลึกซึ้งนอกเหนือจากทฤษฎี โอเคทฤษฎีเขาก็ถูกต้อง คือพื้นฐาน แต่ว่าอะไรต่างๆ นานาที่จะเกิดขึ้นในขณะปฏิบัติงานจริงมันอยู่นอกเหนือทฤษฎี เพราะฉะนั้นเวลาสอนเด็กก็เอาความชำนาญของเราใส่เข้าไป ก็เหมือนกับทหารที่ไปรบ ตอนที่ฝึกเป็นเหมือนทฤษฎี แต่พอลงสนามรบจริงๆ จะมีอะไรที่นอกเหนือจากการฝึกอีกเยอะแยะ ซึ่งเราจะต้องใช้ไหวพริบและสติแก้ไขสถานการณ์ตรงนั้น การแสดงก็เหมือนกันบางครั้งเกิดการผิดพลาดในขณะที่เรากำลังแสดง เราก็ต้องใช้ไหวพริบแก้ไขโดยที่ไม่ต้องคัทแล้วเทคใหม่ เวลาที่สอนเด็กเล่น เราจะไม่เล่นให้เด็กดู เพราะถ้าเล่นเดี๋ยวเด็กเขาก๊อบปี้เรา ต้องสไตล์ใคร สไตล์มัน เมื่อเราเล่นให้เด็กดูสิบคนสอนไปก็จะเป็นเราหมดเลย เพราะฉะนั้นจะไม่เล่นให้เขาดู บางคนบอกอาโยเล่นให้ดูหน่อยสิ เราก็จะบอกเขาว่า หนูเข้าใจแบบไหนก็เล่นให้ออกมาแบบนั้น เดี๋ยวจะแก้ไขให้เพื่อที่หนูจะได้เล่นเป็นตัวของหนูเอง เป็นสไตล์ของหนู ถ้าไปเล่นละครที่เขารีเมคก็อย่าไปก๊อบปี้ของเก่าเป็นอันขาด เพราะการก๊อบปี้หนูไม่มีวันชนะตัวตนจริงๆ
รวมไปถึงการวางตัวในวงการ เราจะไม่อบรมให้เขารู้ตัวนะ เราจะแทรกๆ เพราะเด็กเดี๋ยวนี้บางคนมา เขาจะไม่ค่อยรู้กาลเทศะเท่าไหร่ บางทีเขาทำไปเพราะเขาไม่รู้ ไปโทษเด็กไม่ได้ เราไม่รู้เด็กมาจากสังคมแบบไหน เพราะฉะนั้นเด็กมาเราก็จะบอกเขาว่าทำตัวยังไงถึงจะน่ารัก การอยู่ในวงการนี้ถ้าหนูทำให้เขารักหนูทั้งหมด หนูก็จะได้อะไรเยอะ แต่ถ้าหนูทำให้เขาเอือมหรือไม่อยากร่วมงานกับหนู หนูก็จะไม่ได้อะไรเลย แค่ยกมือไหว้ คนที่ได้คือตัวหนูนะ ไม่ใช่คนที่ถูกไหว้ ตัวหนูเองก็จะได้รับความรักความเอ็นดู เพราะบางคนมือไม้แข็ง นึกอยากจะไหว้ก็ไหว้ ไม่มีใครบอกก็ไม่ทำ แต่การไหว้คืออ่อนน้อมเข้าไว้ ตัวเขาเองแหละที่จะได้ประโยชน์เยอะ แม้แต่คนมาเสิร์ฟน้ำอายุมากกว่าน้อยกว่าก็ไหว้ไปเถอะ แล้วคุณจะได้รับการปรนนิบัติดูแลอย่างดี ถ้าคุณไปทำหยิ่งใส่เขา ถ้าเขาถุยน้ำลายใส่ให้กินคุณจะรู้ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นก็ทำตัวให้น่ารักแล้วจะดีเอง และตรงต่อเวลา การยกกองทีหนึ่งใช้เงินทั้งนั้น การที่เราไปสายหรือไม่รับผิดชอบเวลาคนอื่นมีค่าไม่ใช่คุณมีค่าคนเดียว ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือมีบางคนไปอีเว้นท์คนรอทั้งกอง กลับมา อ้าวคุณได้ประโยชน์คนเดียว แล้วคนอื่นล่ะเวลาเขาไม่มีค่าเหรอ เพราะฉะนั้นคุณต้องจัดการตารางของคุณให้ดีอย่าให้คนอื่นเขาเดือดร้อน ควรละอายใจ มีวินัยและมารยาทนั่นแหละถึงจะอยู่ได้นาน
งานรางวัลไว้บนหิ้ง
รางวัลตุ๊กตาทองซึ่งได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และปีที่ได้รับเป็นปีสุดท้ายที่รับจากพระหัตถ์ของพระองค์ เป็นรางวัลที่ภูมิใจที่สุด ได้จากเรื่อง “ปราสาท” เปี๊ยก โปรเตอร์ กำกับบทเรื่องนี้แรงเป็นนักร้อง
.jpg)
เมื่อลูกสาวเป็นผู้จัดฯ
เขาจะไม่ชอบ ถ้าให้เป็นนักแสดง ตอนเด็กๆ เวลาไปกอง เราก็พาไปด้วย ไปวิ่งเล่นในกองนั่นแหละ เขาบอกว่า ต้องรอแม่ ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่ เลิกเมื่อไหร่ถึงจะได้กลับบ้านนั่นนี่ ก็นั่งรอ เป็นอะไรที่ร้อ รอ รอ เขาเลยจะไม่ค่อยชอบ เขาก็เบนไปทางอื่น แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นนะ ก็มาเป็นผู้จัดฯ (คุณแม่อยากให้เดินทางนี้?)ไม่นะ ไม่ได้บังคับ แล้วแต่เขาเลย ตอนแรกก็ไปเรียนรัฐศาสตร์ แล้วก็เข้ามาเป็นพิธีกร จนสุดท้ายก็ได้มาเป็นผู้จัดฯ แต่เขาเป็นคนทำงานจริงจัง แล้วก็ตั้งใจ
เราจะปล่อยให้เขาทำเอง ให้อิสระกับเขา คืออย่างงานบางอย่าง เรารู้นะ แต่ว่าก็ให้เขาทำเอง เขาจะได้แข็งแกร่ง จนดูว่า…ไม่ใช่แล้วนะ ไม่ได้แล้ว เราค่อยยื่นมือเข้าไป หรือถ้าเขามาปรึกษาก็ยื่นมือเข้าไปช่วย อันไหนที่เขาไม่ถนัดเราถนัดกว่าเราก็ทำให้เขาเห็น แล้วก็บอกเขาหัดไว้ แต่ว่าส่วนใหญ่ใจความแล้ว ก็จะให้เขาชนเอง เรียนรู้ผิดถูกด้วยตัวเอง เพราะเราจะมาอุ้มเขาอยู่ได้ยังไง เราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทุกวันนี้ภูมิใจในตัวเขามากนะ เรียกว่าได้ดั่งใจเพราะตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยไม่ทำอะไรให้ไม่ภูมิใจเลย การเรียนก็ฉลุย ไม่ต้องปากเปียกปากแฉะ ผลการเรียนก็ดีจบตามที่เราอยากให้เป็น คือตัวเราไม่ได้เรียนสูง ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย ก็ได้แต่แบบว่าถ้ามีลูกเนี่ย ก็อยากจะให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัย เคยนะตอนเป็นนักแสดงแบบว่าเข้าไปในงานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอะไรสักงานนี่แหละ แล้วเราก็คิดว่า ถ้าเรามีลูกนะ ลูกเราจะได้มาเรียนที่นี่หรือเปล่านะ อยากให้ลูกเข้ามาเรียนที่นี่จังเลย ปรากฏว่าลูกก็ได้มาเรียนจริงๆ (ยิ้ม)
ผลงานลูกที่แม่ภูมิใจ
ตอนแรกเขาทำก็จะเงียบๆ ก่อนนะ ไม่ได้เปิดเผยตัวเขาทำกับน้าเขา(ปัญญา ชุ่มฤทธิ์) ผู้กำกับฯ คือน้องชายแท้ๆของแม่ เขาก็เป็นผู้จัดฯผู้กำกับทำด้วยกันน้า หลาน ตอนแรกที่เขาเข้ามาทำใหม่ๆ เขาไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับการทำละครอะไรหรอกนะ แต่เขาก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป ตอนนี้ก็ได้เต็มตัวละผลงานที่ออกมาทุกเรื่องก็เรตติ้งดี เรื่องแรกที่เขาทำคือ “สาวน้อยร้อยเล่มเกวียน” ทางช่อง 7 แต่ที่เรตติ้งดีๆก็เรื่อง “วีระบุรุษกองขยะ”, “คีตโลกา” ตอนนี้เขาทำมาก็ 4-5 เรื่องแล้วค่ะ (ติดต่อคุณแม่เล่นทุกเรื่องไหมคะ?)ไม่ๆ ค่ะ ถ้าบทไม่เหมาะเขาก็ไม่ แต่สำหรับตัวแม่ใหญ่ใน “ปลาหลงฟ้า” ตอนแรกเขาก็มองๆไว้ 2-3 คน จริงๆ ต้องตัวใหญ่ๆ เสียงดังๆ มีพลัง เสร็จแล้วก็เสนอไป 2-3 คน รวมตัวเราด้วยปรากฏทางช่องเขาเคาะเลือกมาเป็นเรา
.jpg)
เพราะงานที่รักทำให้มีทุกอย่าง
อยู่วงการมาตั้งแต่ 2515 จนตอนนี้ 2558 ประมาณ 40 กว่าปี ยังไม่เหนื่อยเลยกับวงการบันเทิงนี้เพราะเป็นงานที่เรารัก เรามีทุกอย่างได้ก็เพราะอาชีพนี้เราเกิดมาพ่อ-แม่ไม่ได้มีมรดกไว้ให้ พ่อ-แม่ก็เป็นข้าราชการเป็นแม่บ้าน ค้าขายบ้าง เป็นครอบครัวธรรมดาๆ แต่วันนี้เรามีทุกอย่างได้เพราะอาชีพนี้ แล้วเราก็รักอาชีพนี้มาก เวลาทำ เราก็สนุกดี เดี๋ยวได้เปลี่ยนเป็นคนโน้นทีคนนี้ที เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่
ชีวิตที่ลงตัว ณ วันนี้
สบายค่ะ เราเป็นคนไม่เครียด ยอมรับอะไรจะเกิดก็เกิด พร้อมที่จะแก้ไขและปรับปรุง พร้อมที่จะเผชิญกับมัน ไม่ใช่กลัวหรือหนี หรือไปเครียดอะไร จะไม่เป็นแบบนั้น ทุกวันนี้ก็ยังคงแสดงทำงานที่เรารักไปเรื่อยๆ ทำจนกว่าจะไม่มีใครจ้าง มีความสุขแบบนี้ไปเรื่อยๆ อยากกินอะไรได้กิน อยากไปไหนได้ไป คือไม่ต้องร่ำรวยล้นฟ้า พอเพียงแค่นี้ เออ…เราอยากจะกินอันนี้ได้กินนะ อยากจะไปที่ไหนเออ…ไป มีเพื่อนดีๆ มีมิตรที่ดี มีงานให้ทำ แล้วลูกก็สามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ละ ก็สบายใจ (คาดหวังกับลูกสาวไว้ยังไงบ้าง?) คาดหวังแค่ว่าให้งานเขาผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แล้วก็ประสบผลสำเร็จ ไอ้อุปสรรคมันต้องมีอยู่แล้ว เพราะงานทุกงานมีปัญหาหมด ฉะนั้นคุณต้องแก้ปัญหาให้ได้ แล้วก็สนุกกับมัน งานทุกอย่างที่ทำต้องรัก ถ้าไม่รักก็อย่าไปทำถ้าต้องฝืนทำก็อย่าเลย ถ้ารัก เปอร์เซ็นต์ที่เราจะอยู่กับมันได้ตลอดรอดฝั่งก็มีสูงกว่า
ความแตกต่างของวงการยุคนี้กับยุคก่อน
เรื่องของเทคโนโลยี สมัยก่อนโทรศัพท์ เพจเจอร์ ก็ไม่มี จะนัดกันทีก็โทร.ที่บ้าน หลังจากออกจากบ้านไปแล้วก็รอกันอย่างเดียว ติดต่อกันไม่ได้ ถ่ายกันหามรุ่งหามค่ำถ่ายหนังกัน 24 ชั่วโมง ตอนนั้นหนังนะ ละครยังไม่ค่อย กองถ่ายนักแสดงแต่งหน้าทำผมเอง ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ ที่มีช่างหน้าช่างผม เสื้อผ้า เมื่อก่อนเสื้อผ้าก็หอบไปเอง หน้าผมทำกันเอง ดาราเกิดยาก ไม่ง่าย และล้นหลามแบบสมัยนี้ เพราะฉะนั้นนักแสดงสมัยก่อนอายุจะยืนยาวกว่าสมัยนี้ถ้าคุณไม่ดีจริง คุณไปเร็วมากนะ เพราะมีคลื่นลูกใหม่แทรกเข้ามาเยอะมาก การจะสร้างคนใหม่ก็มีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีวินัยหรือ ไม่ดีจริง คุณภาพไม่ได้จริงๆ จะอยู่ยาก
.jpg)
เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้คุณหรือโทษ
ถามว่าดีไหม โอ้ย…คุณค่าคุณประโยชน์ก็มหาศาลแต่ก็มีโทษเหมือนกัน อย่างที่คนเราเดี๋ยวนี้คุยกันเป็นตัวหนังสือ ก้มหน้าก้มตา สังคมก้มหน้าอย่างที่เขาบอก สำหรับการเป็นนักแสดงถ้าติดมากไป ก็จะทำให้ไม่ได้เรียนรู้ธรรมชาติของคน คือคนเราเวลาคุยกันแล้วมองหน้ามองตากัน ก็ได้เรียนรู้กันโดยอัตโนมัติ ได้เห็นสีหน้า แววตาว่านี่พูดจริงๆ ไหม โกหกหรือเปล่าน้ำเสียงอย่างงี้เขาโกรธ หรือเขาพอใจอะไรยังไง ได้เห็นรายละเอียดของความรู้สึก ของคนที่เราคุยด้วย สมมุติข้างในรู้สึกอย่างไง เสียงก็ออกมาจากความรู้สึก การกระทำทุกอย่าง อารมณ์ทุกอย่างมาจากความรู้สึกหมด เวลาเราเสียใจเสียงมันก็จะสั่นเครือ แต่พอเราดีใจเสียงก็จะแฮปปี้เริงร่า หรือถ้าโกรธหน้าตาก็จะเป็นแบบนี้ เสียงก็จะเป็นแบบนี้ รายละเอียดทั้งหลายเราควรจะมองกันอย่างงี้ คุยกันแบบนี้ มันถึงจะเห็น ไม่ใช่มาเป็นตัวหนังสือไม่เห็นไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้นนักแสดงรุ่นใหม่เนี่ยก็จะหยาบ คือ หยาบในการที่จะสื่ออารมณ์ อารมณ์ของมนุษย์ การกระทำของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง สีหน้า แววตามันละเอียดยิบเลยนะ ถ้าเรามัวแต่มาก้มหน้าแล้วก็คุยกันด้วยตัวหนังสือ ไม่ได้เห็น พอไม่เห็นปุ๊บ เวลาแสดงก็ข้ามรายละเอียดไป มันจะส่งผลไปถึงเรื่องการแสดงของเด็กด้วย ที่เรียกว่าหยาบขึ้นไง ไม่ละเอียดและลึกซึ้งเหมือนเมื่อก่อน ถ้าต่อไปในอนาคตยังเป็นอย่างงี้อยู่ก็อันตรายเหมือนกันนะ คนจะมองกันไม่ออก เพราะไม่ได้มองกันเลย ไม่ได้สัมผัสกัน มัวแต่ก้มหน้าอ่านตัวหนังสือในมือถือ ฉะนั้นก็จะบอกเขาว่าถ้าเป็นนักแสดงอย่าคุยกันแบบนี้มาก ให้คุยแบบเจอหน้ากันมองตากันบ้าง เพื่อที่จะเรียนรู้ เพราะคนที่เราคุยกับเขาก็คือครูเราเหมือนกัน เราจะได้จับกิริยาเขาว่า เออ…เขาเป็นแบบนี้ เขารู้สึกยังไง ซึ่งคือครูเราทั้งหมดเลยนะ เป็นความรู้ทั้งหมดเลยนะ ที่เราจะสามารถหยิบจับไปใช้ในการแสดงได้
หมั่นดูแลและใส่ใจสุขภาพ
ตอนนี้สุขภาพแข็งแรงดีค่ะ เครียดแล้วป่วยก็ไม่เอาดูแลจิตใจให้ผ่องใส กินอาหารที่ดี เรื่องกินจะไม่ขี้เหนียวเลย ปกติเป็นคนขี้เหนียวนะ แต่ถ้ากินจะไม่ขี้เหนียว ดูแลตัวเอง เพราะว่าเราใช้ร่างกายเราหนัก ถ้าเราไม่ดูแลแล้วเราจะอยู่ได้อย่างไงล่ะ เราก็ต้องดูแลเขาด้วย เพราะว่าเขาอยู่กับเรา เราคือเขา เขาคือเรา เราต้องใช้เขาสารพัด เป็นนักแสดงเนี่ยใช้ร่างกายมากกว่าอาชีพอื่นตรงที่ อารมณ์ เราต้องสร้างอารมณ์ปลอมตลอดเวลา อย่างอาชีพอื่นจะทำอะไรก็ตาม ทำตามธรรมชาติ จะหัวเราะ ร้องไห้ ก็ตามธรรมชาติ แต่นักแสดงนี่ไม่ได้เสียใจ ต้องร้องไห้ ต้องทำให้เสียใจให้ร้องไห้ ไม่ได้โกรธ แค้น ก็ต้องสร้างอารมณ์ให้โกรธ แค้น ก็ต้องทำ ใช้ร่างกายตลอดเวลา แล้วก็สวนทางกับธรรมชาติ ตลอดเวลา ถ้าเราไม่ดูแลเขาดีๆ เดี๋ยวเขาก็จะแก่เร็ว เราก็จะบอกกับเขาว่า ไม่ชอบป่วยนะ อยู่ดีๆ นะ รักนะ หรือถ้าช่วงไหนที่เหนื่อยจริงๆ ไม่ไหวนะ ก็จะหาเวลาไปนอนนวดสบายๆ หรือนอนนิ่งๆ ดูทีวี.ที่บ้านบ้างสักพักหนึ่ง เราจะไม่ใช้เขาจนไม่ไหว เราต้องมีลิมิต
.jpg)
ฝากไว้ให้คิดสำหรับ Rising Star
เด็กๆ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงใหม่ต่อไปก็อยากจะฝากบอกไว้ว่า ในเมื่อมีโอกาสได้ก้าวเข้ามาในวงการซึ่งก็รู้ว่ามีคนฝันใฝ่ และใฝ่ฝันเยอะแยะมาก ก็ขอให้ตั้งใจให้ดี ส่วนคนที่ก้าวเข้ามาแล้ว มีผลงาน ก็ขอให้รักษาคุณภาพของงานไว้อย่าประมาท เพราะยุคนี้อย่างที่บอก จะมีคลื่นลูกใหม่พร้อมที่จะกระแทกเข้ามาเยอะมาก ถ้าประมาท ไม่มีวินัยในการทำงาน ไม่ทำตัวให้ผู้แสดงร่วมด้วยไม่อยากร่วมงานด้วย ก็จะอยู่ยาก ทำตัวให้ทุกคนอยากทำงานและร่วมงานด้วย มีวินัยที่ดี มีสัมมาคารวะ ตรงต่อเวลา แล้วก็รับผิดชอบในบทบาทที่ตัวเองได้รับ แต่ก็ไม่ใช่ว่ารับผิดชอบแต่บทบาทของตัวเองคนเดียวนะ โดยที่ไม่สนใจคนอื่นเลย ไม่ได้นะ เพราะตัวละครรอบข้างมีผลกับเราทั้งนั้นเราไม่ได้เล่นคนเดียว ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน ต้องรับ-ส่งอารมณ์ให้กัน ต้องไปด้วยกันไม่ใช่ว่าคุณเด่นอยู่คนเดียวก็ไม่ได้ก็อยากให้ทำตัวให้น่ารัก และอีกข้อหนึ่งที่สำคัญคือ อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง เป็นอันขาด เพราะคนที่คิดว่าตัวเองเก่งมันจะจบ เขาจะไม่ฟังใครแล้ว คนที่เก่งๆ ระดับซูเปอร์สตาร์หลายๆ คนเขายังเรียนรู้อยู่เลย เขายังไม่คิดว่าตัวเองเก่ง ว่างๆ เขาก็ไปเรียน ไม่ใช่ว่าเขาเป็นซูเปอร์สตาร์แล้ว ฉันขายได้ละ ตลาดเป็นที่ต้องการเขาละ ก็เคยมีที่แบบไม่ฟังใคร ไม่ฟังผู้กำกับ เพราะเขาคิดว่าตลาดต้องการเขา ซึ่งก็จบเร็วมาก อย่าทะนงตัว อย่าลืมตัว แค่นี้ล่ะค่ะ
คงไม่ยากสำหรับใครที่อยากจะก้าวมายืนในจุดนี้ ขอเพียงแค่มีความตั้งใจ มุ่งมั่น มีวินัย และใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท ทุกอย่างก็จะบรรลุเป้าหมายและสำเร็จได้ตามที่เราต้องการ
กะแตน้อย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี