วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ระดับโลกจากการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Parasite” (2019) ชเวอูชิกก็ยังคงพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่องในฐานะหนึ่งในนักแสดงมากฝีมือของเกาหลี เขาตอกย้ำสถานะของตนเองด้วยการคว้ารางวัล “Top Excellence Award” ของ “SBS Drama Awards” จากการแสดงในซีรีส์เรื่อง “Would You Marry Me?” (2025) ด้วยทักษะการแสดงอารมณ์ที่หลากหลาย เขาจึงถือเป็นนักแสดงที่มีความสามารถและเก่งรอบด้านพร้อมถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างสมจริงไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์แนวไหน โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่องล่าสุด “Number One นับหนึ่งถึงมื้อแม่” ที่เขากลับมาแสดงร่วมกับ “จางฮเยจิน” อีกครั้งหลังจากเคยร่วมเป็นแม่ลูกกันมาแล้วใน “Parasite” ซึ่งยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นที่จับตาและได้รับการตอบรับมากมายจากผู้ชม นักวิจารณ์ และคอหนังรวมถึงแฟนๆ ในประเทศไทยด้วย
.jpg)
ครั้งแรกคุณได้อ่านบทรู้สึกอย่างไรบ้าง
ผมจำได้แม่นว่าตอนที่อ่านบทครั้งแรก “ผมร้องไห้ออกมาเลย” ตัวบทมันแบกรับความรู้สึกที่ลึกซึ้งมากๆ มันบีบหัวใจ ทำให้ผมรู้สึกอยากจะเข้าไปโอบกอดตัวละครเหล่านี้ไว้ พออ่านถึงหน้าสุดท้าย ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมาก มันทำให้ผมตระหนักได้ว่าเวลาที่เราจะได้อยู่กับพ่อแม่มันมีจำกัดนะ มันมีวันหมดอายุ จริงอยู่ที่การมองเห็นตัวเลขเวลามันอาจจะเป็นเรื่องแฟนตาซี เป็นไปไม่ได้ในชีวิต แต่มันเป็นสัจธรรม ถึงเราจะมองไม่เห็นมันด้วยตาเปล่า แต่เวลาของเรามันก็กำลังลดลงอยู่จริงๆ ผมเลยอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวนี้ อยากพูดถึงคุณค่าของชีวิตผ่านตัวเลขพวกนี้ออกมา
.jpg)
การกลับมาพบกันอีกครั้งของคุณและ “จางฮเยจิน” ในบทแม่-ลูกหลังจากเรื่อง “Parasite” แตกต่างจากเดิมไหม
แตกต่างกันพอสมควรเลยครับ ตอนที่เล่น “Parasite” หนังเรื่องนั้นเน้นความเป็นทีมเวิร์กของนักแสดงกลุ่มใหญ่ ทำให้ฉากที่ผมต้องรับส่งอารมณ์กับ “รุ่นพี่จางฮเยจิน” แบบตัวต่อตัวจริงๆ มีไม่ค่อยมากนัก แต่ใน “Number One” เราต้องสื่อสารกันแบบตัวต่อตัวเยอะมาก จังหวะการรับส่งบทมันโต้กันไปมาเหมือนตีปิงปองเลยครับ (ยิ้ม)
ด้วยความที่เรารู้จักและสนิทกันอยู่แล้วตั้งแต่ “Parasite” พอมาเริ่มถ่ายเรื่องนี้มันเลยไม่มีความอึดอัดเลย ทำงานราบรื่นและสนุกมาก “คุณแม่จางฮเยจิน” เป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลายมากครับ เธอสดใส จริงใจ และคอยดูแลคนรอบข้างอย่างเอื้ออารีเสมอ ผมพึ่งพาเธอเยอะมากในกองถ่าย ที่สำคัญคือโทนเสียงของเธอคล้ายกับคุณแม่แท้ๆ ของผมเลยครับ เพราะทั้งคู่มาจากจังหวัดคยองซังเหมือนกัน เราเลยจูนกันติดอย่างเป็นธรรมชาติ แถมเธอยังเคยเอารูปหน้าลูกชายแท้ๆ ของเธอมาให้ผมดูด้วย เธอบอกว่าลูกเธอหน้าเหมือนผม ซึ่งพอผมดูรูป เออแฮะ...เหมือนผมจริงๆ ด้วยครับ (หัวเราะ)
.jpg)
อีกหนึ่งความท้าทายในเรื่องนี้คือการที่คุณต้องพูด สำเนียงปูซาน ทั้งเรื่อง
นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลเลยครับที่ทำให้ผมลังเลตอนแรก (หัวเราะ) โดยธรรมชาติผมเป็นคนชอบเพลย์เซฟครับ มักจะบอกตัวเองเสมอว่า “อย่าได้ใจไปทำในสิ่งที่เรามั่นใจว่าทำได้ก็พอ” การต้องมาพูดสำเนียงถิ่นมันไม่ใช่แค่การท่องจำหรือเลียนแบบเสียงนะครับ แต่มารยาท อารมณ์ และบุคลิกมันต้องสื่อออกมาพร้อมกับภาษาด้วย ถ้ามันดูขัดเขินแม้แต่นิดเดียว คนดูที่เป็นคนพื้นที่เขาจะจับได้ทันที มันเลยกดดันมาก โดยเฉพาะฉากที่ต้องสื่ออารมณ์ดราม่าลึกๆ ผ่านภาษาถิ่น แต่พอมาคิดดู ผมรู้สึกว่าผมอยากผลักดันตัวเองให้ออกจากคอมฟอร์ตโซนครับ ผมอาศัยลูกบ้าลุยไปเลย โชคดีที่ได้ผู้กำกับที่เป็นคนปูซานแท้ๆ คอยเช็กให้และได้ “รุ่นพี่จางฮเยจิน” ช่วยแนะนำ และมีโคชนำเสียงติวเข้มหน้าเซตด้วย เทคนิคของผมคือเวลาติดขัดตรงบทพูดไหน ผมจะพยายามเติมคำสร้อยลงไปในประโยคครับ มันช่วยให้จังหวะการพูดของผมสมูทขึ้น
.jpg)
เมนูไหนที่คุณประทับใจที่สุดในเรื่อง
ในกองถ่ายเรื่องนี้ ทีมฟูดสไตลิสต์ของเราเก่งมากครับ การได้เข้าฉากพร้อมกับข้าวร้อนๆ ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ จากเตาเป็นอะไรที่ฟินมากและช่วยให้ผมแสดงได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ (ยิ้ม)
เมนูที่เป็นทีเด็ดของเรื่องผมยกให้ “ซุปเนื้อหัวไชเท้า” ครับ ปกติเราจะคุ้นกับซุปใสๆ แต่ในเรื่องนี้มันเป็นซุปเนื้อหัวไชเท้าสไตล์ปูซานที่เป็นแบบน้ำแดง ผมเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกก็เลยรู้สึกแปลกตานิดหน่อย แต่อร่อยมากครับ แล้วก็ยังมี “เครื่องเคียงใบถั่วเหลือง” ซึ่งเป็นคอมฟอร์ตฟูดของผู้กำกับเขาเลย
.jpg)
การร่วมงานกับ “กงซึงยอน” (รับบทเป็น “รยออึน”) เป็นอย่างไรบ้าง
ตัวเอง “ซึงยอน” ถ่ายทอดบทนี้ออกมาได้ดีมากๆ เธอเป็นคนที่มีความมั่นคงทางอารมณ์สูงมากครับ นิยามของรยออึนคือผู้หญิงที่เท่ เด็ดเดี่ยว และเข้มแข็ง ซึ่งความเข้มแข็งของซึงยอนมันเข้ากับตัวละครตัวนี้ได้อย่างพอดิบพอดี เธอตั้งใจแสดงแบบทุ่มสุดตัวจนทำให้ผมเองก็อินและมีสมาธิตามไปด้วยครับ ที่สำคัญคือซึงยอนนิสัยดีมากจนผู้กำกับ “คิมแทยง” โดนตกเข้าเต็มเปาเลยครับ (หัวเราะ)
อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ ที่รอชมภาพยนตร์เรื่องนี้
ภาพยนตร์เรื่อง “Number One” ไม่ได้เป็นที่หนึ่งแค่ชื่อเรื่องนะครับ แต่ผมหวังว่าเมื่อคุณดูจบ หนังเรื่องนี้จะเข้าไปเป็น “ที่หนึ่งในใจ” ของทุกคนเช่นกันครับ มันเป็นภาพยนตร์ฮีลใจเรื่องแรกของปีที่ทุกคนสามารถดูด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคนรัก ถ้าคุณมาดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ผมรับรองว่า “คุณจะได้รับความอบอุ่นกลับไปอย่างแน่นอน”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี