วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569
มีสถานที่ที่น่าท่องเที่ยว เรียนรู้ และชื่นชม ต่องานศิลปะของท่านศิลปินแห่งชาติ “อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต” เพิ่งเปิดใหม่ให้ได้ชมกัน
ควรทราบว่า อาจารย์จักรพันธุ์นั้น ท่านเป็น “ช่างเขียน” ระดับแถวหน้าของแผ่นดินไทยในยุคนี้ ที่วาดภาพได้งาเอกอุ หาใครเทียบได้ยาก ยังไม่รวมงานหุ่นกระบอก งานปั้นพระพุทธรูป งานเขียนหนังสือ และอื่นๆ อีกมากมาย
อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรนายชุบ และนางสว่างจันทร์ โปษยกฤต ระยะแรกเข้าศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรม และประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ และได้รับการยกย่องเป็น ๑ ใน ๕๒ นายช่างเอกในรอบ ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อาจารย์จักรพันธุ์ เคยเป็นพระอาจารย์พิเศษถวายการสอนวิชาจิตรกรรมให้กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้ก่อตั้งมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ มูลนิธิ สถานที่ทำงาน และโรงหุ่นขึ้นที่บริเวณบ้านถนนเอกมัย
อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นศิลปินอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตรกรรมทั้งแบบไทยประเพณีและศิลปะร่วมสมัย มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง อีกทั้งผลงานอื่นๆ ได้แก่ งานจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์ เช่น โบสถ์วัดตรีทศเทพวรวิหาร วัดเขาสุกิม งานประติมากรรมไทย เช่น ประติมากรรมรูปเจ้าเงาะกับเด็กเลี้ยงควาย จากเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จังหวัดสมุทรสงคราม งานหุ่นกระบอก เช่น หุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก ตอนโจแตกทัพเรือ เรื่องตะเลงพ่าย และงานซ่อมหุ่นวังหน้า เป็นต้น
สำหรับประวัติการศึกษานั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ อาจารย์จักรพันธุ์เข้าเรียนชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ในโรงเรียนนอกจากจะปลูกฝังด้านวิชาการและด้านกีฬาแล้ว พระยาภรตราชา ผู้บังคับการโรงเรียนในสมัยนั้น ยังสนับสนุนด้านศิลปะ โดยจัดหาครูระดับปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงอย่าง เปรม ไลยวงษ์, นิโร โยโกต้า มาสอนวาด และ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ มาสอนปั้น อีกทั้งทางโรงเรียนยังเปิดโอกาลให้นักเรียนได้ส่งผลงานศิลปะเข้าแข่งขันในงานประกวด ตัวแทนนักเรียนที่ได้รับตัดเลือกก็หนีไม่พ้น อ.จักรพันธุ์ ซึ่งตอนนั้น พอได้เริ่มเรียนศิลปะก็ยิ่งเก่งขึ้นอย่างทวีคูณ เก่งขนาดที่ว่า ครั้งหนึ่งทางโรงเรียนส่งผลงานของท่าน ขณะที่เรียนอยู่ชั้น ป.3 ไปร่วมประกวดศิลปะเด็กในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ แต่ภาพวาดของท่านกลับถูกคัดออกแต่แรก เพราะสวยเกิน จนกรรมการไม่เชื่อว่าเป็นผลงานของเด็ก ร้อนถึงพระยาภรตราชาต้องไปเคลียร์กับ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้จัดงานให้ได้ทราบข้อเท็จจริง
อาจารย์จักรพันธุ์ฝึกฝนฝีมือการวาดภาพอยู่เสมอ สมุดหนังสือของท่าน ไม่ว่าจะวิชาอะไรก็เต็มไปด้วยภาพวาด ที่โรงเรียนวชิราวุธ หลังเวลา 15.00น. นั้น เป็นเวลาให้นักเรียนเล่นกีฬา
ในขณะที่เพื่อนๆ เตะฟุตบอล เล่นรักบี้ชู้ตบาส อาจารย์จักรพันุธ์มักย่องไปแอบวาดภาพอยู่ในตึก ในช่วงชั้นมัธยมปลาย บิดาของท่านได้พาไปพบ จำรัส เกียรติก้อง ศิลปินชั้นแนวหน้าของไทยที่เชี่ยวชาญด้านการวาดภาพเหมือนบุคคลเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์
จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากร จนปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับปริญญา ศบ.(จิตรกรรม)จากมหาวิทยาลัยศิลปากร นอกจากนี้ยังได้รับ ปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานฤมิตศิลป์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาศิลปดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาประยุกตศิลปศึกษา จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ปริญญาศิลปดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานาฏกรรม จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
อาจารย์จักรพันธุ์ เคยเป็นพระอาจารย์พิเศษถวายการสอนวิชาจิตรกรรมให้กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๗ เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาศิลปะไทย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากปี พ.ศ. ๒๕๑๐ จนถึงปัจจุบัน เป็นศิลปินอิสระ ทำงานจิตรกรรม งานหุ่นไทย และงานวิจิตรศิลป์อื่น ๆ อาจารย์จักรพันธุ์ได้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ รวบรวมงานช่างอันทรงคุณค่าตั้งแต่สมัยโบราณและงานช่างสกุลหนึ่งในรัชกาลที่ ๙ เป็นสถานที่ทำงานของประธานมูลนิธิ ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินพื้นบ้านดีเด่น ระดับปรมาจารย์ถึง ๕ ท่าน ซึ่งทั้ง ๕ ท่าน อาจารย์จักรพันธุ์ได้เขียนไว้ในหนังสือ คิดถึงครู ได้แก่ คุณครูชื้น สกุลแก้ว ปรมาจารย์การเชิดหุ่นกระบอก, คุณครูวงษ์ รวมสุข ปรมาจารย์การเชิดหุ่นกระบอก, คุณครูบุญยงค์ เกตุคง ปรมาจารย์การดนตรีไทย, คุณครูบุญยัง เกตุคง ปรมาจารย์การดนตรีไทย และคุณครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ ปรมาจารย์การดนตรีไทย เป็นต้น
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 58 เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต จัดพิธีเปิด พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และเผยแพร่ผลงานศิลปกรรมของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และสืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมไทย โดยมีบุคคลสำคัญจากหลายวงการเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี, นายบุญชัย เบญจรงคกุล ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) และนายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบ้านพิพิธภัณฑ์คุณาวงศ์ เป็นต้น
นายบุญชัย เบญจรงคกุล กล่าวว่า รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับผลงานศิลปกรรมที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ โดยมองว่าเป็นสมบัติแผ่นดินที่ล้ำค่า และหาโอกาสชมได้ยากในลักษณะที่รวบรวมไว้จำนวนมากเช่นนี้
“ผมรู้สึกตะลึงไปกับความงดงามและความประณีตที่อาจารย์ทำ ทั้งเครื่องแต่งกายของหุ่นแต่ละตัว รวมถึงภาพเขียนต่างๆ ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความหมายและมีคุณค่าในการแสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรมไทย น่าจะเป็นแห่งแรกๆ ที่มีความสำคัญมาก
โดยส่วนตัวชื่นชอบผลงานของ อาจารย์จักรพันธุ์ ทุกชิ้น ทั้งภาพเขียนและหุ่นกระบอก โดยเฉพาะหุ่นที่ถ่ายทอดรายละเอียดเครื่องแต่งกายของทั้งฝ่ายไทยและพม่า ซึ่งมีความวิจิตรอย่างยิ่ง อีกทั้งศิลปินที่ร่วมทำงานกับอาจารย์แต่ละคนก็มีความถนัดเฉพาะด้าน ทำให้งานออกมาประณีตสมบูรณ์
สิ่งที่เพิ่งทราบก็คือ วัสดุที่ใช้ทำหุ่นนั้นมีความล้ำค่ามาก ใช้ทองคำแท้จำนวนมาก รวมทั้งพลอยจากจังหวัดจันทบุรี ไม่ใช่คริสตัลทั่วไป จึงถือเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง และสามารถนำไปอวดชาวโลกได้ แม้สถานที่จะอยู่ค่อนข้างไกล แต่ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าไทยเป็นอารยะประเทศด้านศิลปะที่สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้” นายบุญชัย กล่าว
และว่า “งานศิลปะของอาจารย์จักรพันธุ์สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ โดยผู้สนใจสามารถมาศึกษางานที่พิพิธภัณฑ์ หรือสมัครเป็นศิษย์กับอาจารย์ต๋อง ซึ่งเป็นลูกศิษย์และผู้สืบทอดแนวทางศิลปะของอาจารย์จักรพันธุ์ ผมเองก็เพิ่งไปสมัครเป็นลูกศิษย์เหมือนกัน แล้วก็เริ่มเรียนเขียนลายไทย ซึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน แม้จะไม่ได้เรียนกับอาจารย์จักรพันธุ์โดยตรง อย่างน้อยก็ได้เรียนกับอาจารย์ต๋อง ถือว่ายังได้อยู่ในสำนักของอาจารย์จักรพันธุ์” นายบุญชัยกล่าว
ส่วนที่มาของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้น อาจารย์ต๋อง วัลลภิศร์ สดประเสริฐ เล่าว่า
“เนื่องจากปีพ.ศ.2552 บริษัทเอกชนวางแผนสร้างตึกสูงประมาณ 32 ชั้น ประชิดติดกับตัวบ้านซึ่งเป็นเรือนไม้แบบโบราณของอาจารย์ตรงเอกมัย ลูกศิษย์และคนรอบข้างกังวลอาจารย์จะอยู่ไม่ได้และส่งผลกระทบกับงานศิลปะอันทรงคุณค่า เห็นว่าควรมีสถานที่สำหรับ เก็บรักษา รวบรวม และจัดแสดงผลงานศิลปะของอาจารย์ ให้เป็นสัดส่วนในรูปแบบพิพิธภัณฑ์
...ในช่วงแรกก็มีแนวคิดจะหาเงินมาขอซื้อที่ดินตรงที่เขาจะก่อสร้าง พวกเราในนามมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต จึงได้สร้างพระองค์จำลองของพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย หรือเรียกย่อๆ ว่า พระตะเลงพ่าย ที่อาจารย์ออกแบบเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเพื่อใช้เป็นพระประธานในการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย และนำมาให้คนเช่าบูชาก็ได้เงินมาพอสมควร แต่ก็ไม่มากพอที่จะขอซื้อที่ดินผืนนั้นในราคา 100 กว่าล้านบาท ยังไม่ได้มีการเจรจาซื้อขายกันหรอก เพราะคิดว่าลองไปหาที่อื่นดูก่อน
...จนมาเจอที่แห่งนี้เป็นสวนรกร้างมีบึงบัวขนาดใหญ่ มีนก อาจารย์ชอบเลยตัดสินใจซื้อในราคา 30 ล้านบาทในปี 2554 ต่อมาไม่นานก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ กว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ก็ในปี 2559 เพราะต้องหาทุนไปด้วยโดยใช้งบก่อสร้างอาคารอีกราว 100 ล้านบาท”
อาจารย์จักรพันธุ์เห็นชอบกับการสร้างพิพิธภัณฑ์ แต่นอกจากเพื่อเป็น สถานที่เก็บรักษาผลงานศิลปะ อาจารย์ยังตั้งใจให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีก อาทิ
1. เพื่อสร้างโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศ เนื่องจากในอดีต การแสดงหุ่นกระบอก (เช่น เรื่องสามก๊ก และตะเลงพ่าย) ต้องไปอาศัยเช่าสถานที่อื่น ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาและสัญญาเช่า ไม่สามารถเปิดการแสดงได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการของผู้ชม การมี โรงละครหุ่นกระบอกที่เป็นมาตรฐานและถาวร เป็นของตัวเอง จะช่วยให้การสืบสานการแสดงหุ่นกระบอกทำได้ดียิ่งขึ้น
2. เพื่อสืบสานและประกาศเกียรติคุณของบรรพบุรุษ การสร้างอาคารและสิ่งต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการสร้างบทละครเพื่อจัดแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง ‘ตะเลงพ่าย’ และการจัดสร้างพระพุทธรูป ‘พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย’ (ปรากฏในเรื่อง ตะเลงพ่าย) มีเจตจำนงเพื่อ ถวายเป็นพุทธบูชา และระลึกถึง พระคุณของบรรพชนและวีรชน ที่ปกป้องแผ่นดินไทย โดยงานทุกชิ้นได้รับการสร้างขึ้นด้วยความประณีตและเคารพอย่างสูงสุด
3. เพื่อการเรียนรู้ คือมีลักษณะการจดทะเบียนเป็น ‘พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้’ มีการสาธิตและสอนวิชาศิลปะ ทั้งจิตรกรรมไทย ดนตรีไทย และการเชิดหุ่นกระบอกให้แก่คนรุ่นหลัง
4. เพื่อเป็นสถานที่สักการะสำหรับประชาชน อาจารย์มีความตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้โดยเฉพาะในส่วนของ ‘สวน’ และ ‘ศาลาพระ’ เป็นสถานที่ที่ประชาชนและพุทธมามกะสามารถเข้าชมสวนซึ่งเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นับร้อยชนิด อาทิ กล้วยน้ำไท ลำพู เพกา การบูร ฝนแสนห่า อบเชย มะพลับ จิกหลวง จำปา มณฑา ฯลฯ และกราบสักการะ ‘พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย’ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เปิดให้สาธารณชนและผู้สนใจเข้าชม ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. หน่วยงานที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถเข้าชมได้ ทุกวันพุธ สอบถามรายละเอียดและซื้อบัตรได้ที่โทร.0 2392 7754 หรือโทร.08 7332 5467 ติดตามข้อมูลได้ทาง เฟซบุ๊กมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในซอย 58 ถนนสุขาภิบาล 5 เขตสายไหม กรุงเทพฯ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี