วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
มีสะพานข้ามคลองรอบกรุงตรงบริเวณ “ประตูผี” เป็นที่กล่าวถึงกันในโลกออนไลน์ว่า สะพานนี้ “อ่านว่าอะไร”สะพานดังกล่าวคือ “สะพานสมมตอมรมารค” ซึ่งตัวอักษรที่ติดอยู่คู่กับตัวสะพาน สะกดแบบโบราณว่า “สพานสมมตอมรมารค”
เป็นสะพานที่ทอดข้ามคลองรอบกรุงตามแนวถนนบำรุงเมือง เพื่อออกจากเกาะรัตนโกสินทร์ ไปนอกกำแพงเมือง ในสมัยโบราณบริเวณสะพานดังกล่าวนี้ เป็นทางที่ใช้ลำเลียงศพออกไปเผาที่วัดสระเกศ เพราะห้ามเผาศพในเกาะเมือง ทางออกนอกเมืองนี้จึงถูกเรียกว่า “ประตูผี”
ต่อมา ชื่อนี้ดูน่ากลัวสำหรับการอยู่อาศัยของผู้คน ย่านประตูผีจึงได้รับการเปลี่ยนนามเป็น “สำราญราษฎร์” อันหมายถึงการอยู่อาศัยอย่างมีความสุขของราษฎร
สะพานนี้ เดิมทีชาวบ้านเรียกว่า “สะพานเหล็กประตูผี” สร้างจากไม้มีโครงเหล็ก ต่อมาในสมัย ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานใหม่ เป็นสะพานปูน พระราชทานนามว่า “สะพานสมมติอมรมารค” เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมติอมรพันธุ์ พระอนุชา ซึ่งมีวังที่ประทับอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กันนั้น
โดย “สมมตอมร” คือ พระนาม, มารค แปลว่า ทาง หรือถนนสมมตอมรมารค จึงหมายถึง ทางเสด็จของสมมตอมร นั่นเอง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ พระนามเดิม คือ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ เป็นพระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหุ่น (ภายหลังทรงสถาปนาเป็น ท้าวทรงกันดาล) เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๓ ในพระบรมมหาราชวัง ทรงเป็นต้นราชสกุล “สวัสดิกุล”
เมื่อพระชันษาได้ ๕ ปี ทรงศึกษาหนังสือไทยในพระบรมมหาราชวัง ในสำนักหม่อมเจ้าจอมในกรมหมื่นเสนีบริรักษ์ ทรงศึกษาภาษามคธในสำนักพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และสำนักขุนปรีชา- นุสาสน์ (โต เปรียญ) และศึกษาภาษาอังกฤษในสำนักมิสเตอร์ยอร์ช แปตเตอร์สัน ในโรงเรียนหลวง
ครั้น พ.ศ. ๒๔๑๕ พระชันษาถึงกำหนดโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีโสกันต์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โสกันต์แล้ว ถึง พ.ศ. ๒๔๑๖ ได้ทรงบรรพชาสามเณรในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ในสำนักสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ๒ พรรษา ทรงฝึกหัดเทศน์มหาชาติกัณฑ์จุลพนกับพระมหาราชครูมหิธร (ชู) ครั้นลาผนวชแล้ว เสด็จมาประทับอยู่ที่วังกรมหลวงพรหมวรานุรักษ์ ณ ตำบลสำราญราษฎร์ เมื่อทรงสร้างวังตรงถนนบำรุงเมืองเสร็จแล้ว จึงเสด็จมาประทับตลอดมาจนสิ้นพระชนม์
พ.ศ. ๒๔๒๓ โปรดเกล้าฯ ให้ทรงรับตำแหน่งหัวหน้าราชเลขานุการอยู่ในออฟฟิศหลวง ทรงเป็นนายด้านบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงทำศาลารายขึ้นใหม่บ้าง ซ่อมแซมที่ชำรุดและทำค้างมาบ้างทั่วทั้งพระอาราม ซ่อมลายปั้นผนังและช่อฟ้าใบระกาหลังคาพระอุโบสถ ซึ่งซ่อมค้างและชำรุดให้สมบูรณ์ ซ่อมการปั้นและเขียนสีลงรักปิดทองภายนอกพระอุโบสถและประดับศิลาฐานชุกชีพระอุโบสถทั้งหมด
เมื่อพ.ศ. ๒๔๒๔ ทรงอุปสมบทในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระสังฆราช (สา) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับอยู่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ตลอดพรรษา แล้วทรงลาผนวชเข้ารับราชการต่อไป
พ.ศ. ๒๔๒๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงรับราชการในตำแหน่งปลัดบัญชีกลาง กระทรวงพระคลังมหาสมบัติอีกตำแหน่งหนึ่ง แต่ภายหลังทรงลาออกจากตำแหน่งปลัดบัญชีกลาง คงรับราชการในหน้าที่ราชเลขานุการเพียงตำแหน่งเดียว
พ.ศ. ๒๔๒๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกไว้ในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์”
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้ทรงเป็นองคมนตรีที่ปรึกษาราชการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกำกับการโรงเรียนราชกุมารและโรงเรียนราชกุมารี ทรงเป็นข้าหลวงสอบไล่วิชานักเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพ.ศ. ๒๔๓๕ ทรงเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการได้เดือนหนึ่ง แล้วโปรดให้เป็นอธิบดีกรมพระคลังข้างที่ ภายหลังทรงลาออกคงรับราชการเพียงตำแหน่งราชเลขานุการเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังทรงมีตำแหน่งพิเศษอื่น ๆ อีก เช่น ตำแหน่งลัญจกราภิบาลของเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์และช้างเผือก มัคนายกวัดเทพธิดาราม กรรมการมหามกุฎราชวิทยาลัย กรรมการรักษาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รัฐมนตรี ทรงปฏิบัติราชการแทนเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเสนาบดีกระทรวงวัง
ทรงเป็นกรรมสัมปาทิก (กรรมการ) และสภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ โดยทรงเป็นตำแหน่งเหรัญญิก และเป็นสภานายก ๒ ครั้ง คือ ในพ.ศ. ๒๔๓๐ และ พ.ศ. ๒๔๓๖ สภานายกหอพุทธสาสนะสังคหะ สภานายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๒๔๕๗ รวม ๕ ปี ทรงเป็นสมาชิกโบราณคดีสโมสรตั้งแต่แรกตั้ง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2และเมื่อเข้ายุครัชกาลที่ 6 กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ในวัย 55 ปี ตอนปี 2458
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ เวลา ๑๕.๐๒ น. พระชันษา ๕๕ ปี
แม้พระองค์จะทรงล่วงลับไปแล้ว ทว่า วังที่ประทับของพระองค์ยังคงอยู่ เป็นวังร้างที่ยังคงสภาพดี มีตึกแถวล้อมรอบ ทางเข้าสู่วังในปัจจุบัน เป็นเพียงตรอกเล็กๆ ผ่าน “ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธุ์” เข้าไป
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลเกาะรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่า ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์ มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ที่ดินส่วนใหญ่เดิมเป็นบริเวณวังของกรมพระสมมตอมรพันธุ์ ซึ่งทรงสร้างห้องแถวขึ้นเพื่อให้เป็นที่อยู่ของบริวารที่รับใช้อยู่ในวังได้อยู่อาศัย
เมื่อกรมพระสมมตอมรพันธ์สิ้นพระชนม์ลงแล้ว ที่ดินจึงได้ตกทอดมาเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ยังคงให้ประชาชนเช่าอาศัยห้องแถวเหล่านี้อยู่จนถึงปัจจุบัน ส่วนที่ดินด้านหน้าของชุมชนนั้น เป็นของเอกชนส่วนหนึ่งและวัดเทพธิดารามส่วนหนึ่ง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท แสงสีหนาท ผู้อํานวยการศูนย์ Urban Ally เล่าว่า
“ในสมัยรัชกาลที่ 1 – 3 เมืองพระนครรอบเกาะรัตนโกสินทร์ไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่พอมาในรัชกาลที่ 4 ถึง 5 เมืองพระนครมีการขยายใหญ่มากขึ้น พร้อมกับมีกลุ่มวังเกิดขึ้นหลายๆ กลุ่ม ซึ่งในยุคนั้น วังไปไหน ข้าราชบริพารก็ตามไปที่นั่น เหมือนเมืองขยายตัวตามกลุ่มวังก็ว่าได้
...ที่น่าสังเกต คือ กลุ่มวังเหล่านี้ ขยายตัวตามถนน ไม่ได้ขยายตัวตามที่นาอีกต่อไป ต่างกับสมัยก่อนที่วังจะสร้างติดกับที่นา มีการเก็บค่าเช่าที่นาเป็นรายได้ พอรัชกาลที่ 4 ทรงสร้างถนนตามตะวันตก มูลค่าทางเศรษฐกิจของเมืองย้ายไปอยู่สองฟากถนน วังก็ขยายตามถนนเช่นกัน ซึ่งถนนบำรุงเมืองก็เป็นถนนเส้นแรกๆ ที่เกิดขึ้นในพระนคร (เจริญกรุง บำรุงเมือง เฟื่องนคร ถนน 3 สายแรกของกรุงเทพฯ) จึงทำให้เกิดกลุ่มวังริมประตูสำราญราษฎร์ หรือกลุ่มวังประตูผี เกิดขึ้น ตั้งอยู่ทั้งฝากทิศเหนือและทิศใต้ของถนนบำรุงเมือง เรียกว่าเป็นวังยุคใหม่แห่งพระนคร”
“ถ้าเราดูแผนที่ทางอากาศในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 จะพบว่าเดิมทีพื้นที่ตรงนี้มีตำหนักอยู่ 2 ตำหนัก คือ พระตำหนักใหญ่สีขาวหันหน้าออกมายังถนนมีแนวตึกแถวเป็นเหมือนกำแพงวังกั้นอยู่ และมีตำหนักหลังเล็กหลังคาสีเข้มตั้งอยู่ทางตะวันออกหันหน้าเข้าตำหนักใหญ่เพื่อให้เชื่อมทางเดินถึงกัน ซึ่งก็ทำให้ตำหนักเล็กมีการสร้างที่ไม่สมมาตรตาบแบบการสร้างวังไทยที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น เพราะประตูตำหนักเล็กต้องสร้างให้ตรงกับแกนของตำหนักใหญ่”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท เล่าด้วยว่า พื้นที่วังที่ปัจจุบันพระตำหนักใหญ่ถูกรื้อถอนสร้างเป็นโรงเรียนกลางชุมชนขึ้นมาแทน (ที่ตั้งเดิมของพระตำหนักใหญ่คือโรงเรียนเทเวศร์วิทยาลัย ส่วนตำหนักเล็กเป็นโรงเรียนเลิศประสาทวิชา หรือที่ชาวชุมชนเรียก ลิงป่า) และปัจจุบันเมื่อโรงเรียนปิดตัวลง อาคารโรงเรียนก็ได้กลายเป็นโกดังเก็บพระพุทธรูปของโรงหล่อพระ ซึ่งกลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนถนนบำรุงเมืองยุคปัจจุบัน
ในแง่สถาปัตยกรรม ชัดเจนว่า วังกรมพระสมมตอมรพันธุ์ สร้างโดยช่างสถาปนิกชาวตะวันตกชุดแรกๆ ที่เข้ามาทำงานในสยาม ซึ่งความโมเดิร์นไม่ใช่เพียงแค่ตัวโครงสร้างอาคารก่ออิฐถือปูนแบบตึกฝรั่งเท่านั้น แต่แนวคิดของเจ้าของวังก็ค่อนข้างล้ำสมัยด้วย โดยกล้าที่จะลดทอนธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดของวัง เช่น เรื่องการสร้างบันได ซึ่งวังยุคก่อนจะไม่สร้างบันไดไว้ในตัวบ้าน เพราะมีความเชื่อเรื่องการเดินข้ามหัวเจ้านายที่มียศสูงกว่า แต่วังกรมพระสมมตอมรพันธุ์ มีการสร้างบันไดอยู่ในตัวบ้าน แต่ก็มีการแยกระหว่างบันไดกลางของเจ้านาย และบันไดเวียนเล็กๆ ด้านหลังของบ่าวไพร่ที่ทำงานในบ้าน นอกจากนี้ ยังมีส่วนของระเบียงแบบบ้านไทยที่ปรับมาใส่ไว้ด้านในตัวบ้าน เป็นระเบียงรูปตัว L ด้านหน้าและด้านข้างของบ้าน
เมื่อเป็นอาคารปูนแบบตะวันตกที่สร้างในเมืองร้อนอย่างไทย สถาปนิกจึงมีการปรับโครงสร้างบ้านให้เข้ากับอากาศที่ร้อนอบอ้าว เช่น การเพิ่มช่องลมบริเวณหน้าต่าง หรือการสร้างบ้านอยู่เหนือบ่อน้ำ ซึ่งข้อดีคือทำให้บ้านมีความเย็น แต่ข้อเสีย คือ ความชื้นจากบ่อน้ำทำให้บ้านพื้นไม้ของบ้านผุพังได้ง่ายเช่นกัน
ปัจจุบัน วังกรมพระสมมตอมรพันธุ์มีกาลเปิดให้ชมเป็นครั้งคราวไป หากจะชมนอกตัวอาคาร ก็สามารถเข้าไปชมได้ทุกวัน เช่นเดียวกันกับสะพานสมมตอมรมารค หากผู้อ่าน “แนวหน้า” ท่านใดสนใจ ก็ลองไปชมกันได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี