2 ก.ค. 2561 เว็บไซต์ นสพ.Los Angeles Times สื่อท้องถิ่นของเมืองลอส แองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา นำเสนอข่าว “Water pumps, drills and Buddhist prayers power desperate search for boys trapped in Thailand cave” (พลังของการสูบน้ำ เจาะอุโมงค์ และสวดภาวนา กับการทุ่มสุดกำลังในการค้นหาเหล่าเด็กหนุ่มที่ติดอยู่ในถ้ำ ณ ประเทศไทย) เนื้อหาเกี่ยวกับปฏิบัติการช่วยชีวิตทีมฟุตบอลเยาวชน “หมูป่า” ประกอบด้วยผู้เล่นและโค้ชรวม 13 ชีวิต ที่หายเข้าไปในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่เมื่อ 23 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา
รายงานข่าวบรรยายว่า ปฏิบัติการกู้ชีพที่ผ่านมาแล้ว 9 วัน ในขณะที่ทีมกู้ภัยส่วนหนึ่งทำงานกันอย่างหนักภายในถ้ำอันมืดมิด และอีกส่วนหนึ่งพยายามเจาะอุโมงค์เพื่อสูบน้ำออกจากถ้ำ บรรยากาศอีกด้านหนึ่งบริเวณด้านนอกของถ้ำ พระภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นนักบวชในศาสนาพุทธรูปหนึ่ง กำลังนั่งอยู่ข้างตะเกียงไฟ ทำพิธีกรรมบางอย่างอยู่เงียบๆ เพื่อไม่ให้ฝนตกลงมาเป็นอุปสรรคต่อภารกิจครั้งนี้
ประเทศไทยแม้มุมหนึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่อีกมุมหนึ่งที่นั่นก็เป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมศาสนาพุทธที่มักใช้ถ้ำเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับฝึกสมาธิ และนั่นกลายเป็นที่มาของภาพปฏิบัติการช่วยเหลือ 13 ชีวิตติดถ้ำ ที่มีบรรยากาศทั้งการใช้เทคนิควิชาการและความเชื่อเรื่องลี้ลับดำเนินคู่ขนานไปพร้อมกัน และการสวดภาวนาดังกล่าวอาจทำให้ฝนไม่ตกก็เป็นได้ ซึ่งมันช่วยให้การระบายน้ำทำได้อย่างต่อเนื่อง จนเปิดทางให้นักดำน้ำจากกองทัพเรือมุ่งหน้าเข้าไปในถ้ำได้ลึกมากขึ้นด้วย
รายงานของ Los Angeles Times กล่าวถึงคำให้สัมภาษณ์ของ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร (Narongsak Osotthanakorn) ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่ระบุว่า ทีมกู้ภัยได้เจาะหลุมเพื่อสูบน้ำบาดาลระบายออกจำนวนมาก ทำให้ระดับน้ำในถ้ำลดลง และนั่นทำให้นักดำน้ำจากหน่วยรบพิเศษกองทัพเรือ หรือหน่วยซีล (SEAL) พอใจกับความคืบหน้า โดยนอกจากทีมกู้ภัยของไทยแล้ว ยังมีหลายประเทศ เช่น จีน ออสเตรเลีย อิสราเอล ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมภารกิจกู้ชีพครั้งนี้อีกทางหนึ่ง
ทว่าเมื่อเวลาผ่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 และการค้นหายังไร้วี่แวว จำนวนของพระสงฆ์และผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งลี้ลับก็เพิ่มขึ้นเพื่อมองหาทางเลือกด้านไสยศาสตร์ อาทิ แม่ชีรูปหนึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยที่ห่างจาก จ.เชียงราย ราว 450 ไมล์ เพื่อสวดอธิษฐานขอให้ฝนไม่ตกในบริเวณที่มีปฏิบัติการกู้ชีพทั้ง 13 คน ซึ่งพลังอำนาจของตำนานสิ่งลี้ลับที่อยู่ในวัฒนธรรมแบบพุทธของไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งที่นี่
อาทิ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน มีตำนาน “เจ้าแม่นางนอน” เจ้าหญิงรูปงามของอาณาจักรโบราณที่ปัจจุบันคือเมืองจิ่งหง (Jinghong) ทางใต้ของประเทศจีน เธอรักกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ฐานะทางสังคมต่ำต้อยกว่าและตกลงใจที่จะหนีไปด้วยกันขณะที่ตั้งครรภ์ ทว่าเรื่องนี้จบลงด้วยความเศร้าเมื่อชายหนุ่มถูกทหารที่บิดาของฝ่ายหญิงส่งมาฆ่าตายระหว่างออกไปหาเสบียงอาหาร และเธอก็ใช้มีดแทงตัวตายตามสามีอันเป็นที่รัก ศพของเจ้าหญิงกลายเป็นดอยนางนอนและเลือดของเธอก็กลายเป็นแม่น้ำแม่สาย โดยเชื่อกันว่าวิญญาณของเธอยังคงอยู่ ณ ปากถ้ำแห่งนี้
วันชัย เธียรศิริ (Wanchai Thiensiri) อายุ 59 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ จังหวัดทางภาคเหนือที่ห่างจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนไปราว 150 ไมล์ กล่าวว่า ผู้คนในจังหวัดทางภาคเหนือของไทยต้องเคยได้ยินตำนานเจ้าแม่นางนอนทั้งสิ้น แม้คนรุ่นใหม่จะมองว่าเป็นเพียงเทพนิยายเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องนี้ก็ยังคงทำให้ถ้ำมีความลึกลับอยู่เสมอ โดยตนก็ได้รับเครื่องรางมาจากพระสงฆ์รูปหนึ่งที่พยายามสวดเป่าคาถาให้กลุ่มเมฆกระจายตัว และหากทำให้ฝนไม่ตกได้จริง ตนก็จะเก็บเครื่องรางนี้ไว้กับตัวตลอดไป
ไม่เฉพาะประชาชนเท่านั้นที่เลือกพึ่งพาพลังของสิ่งลี้ลับ แม้แต่ทีมกู้ภัยก็เช่นกัน โดยนายทหารที่เป็นผู้นำของหน่วยซีล ผูกข้อมือลูกทีมด้วยเครื่องรางที่ปลุกเสกในทางศาสนาพุทธ พร้อมตบหลังอวยพรให้ทุกคนปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วง ส่วนเจ้าหน้าที่ทุกนายก็กล่าวถ้อยคำที่แสดงถึงความศรัทธาด้วยเสียงดัง ท่ามกลางสายตาของผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอลที่เข้าร่วมปฏิบัติการ
เอดูอาร์โด เซียนี (Edoardo Siani) นักมานุษยวิทยาทางวัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น (Kyoto University , Japan) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมพุทธของไทย อธิบายว่า การสวดอธิษฐานและส่งกำลังใจ ทำให้ประชาชนคนไทยกลายเป็นมากกว่าผู้ติดตามรับทราบเหตุการณ์ เพราะพวกเขาได้มีส่วนร่วมกับปฏิบัติการกู้ภัยด้วย มิใช่เป็นเพียงเหยื่อเท่านั้น
ศิริมงคล ชุ่มมงคล (Sirimongkhon Chummongkhon) อายุ 42 ปี ชาว จ.เชียงราย เล่าว่า เมื่อ 30 ปีก่อน ตนเคยเข้าไปสำรวจถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน และเกือบต้องติดอยู่ในถ้ำจากฝนตกหนักและน้ำไหลเข้าท่วมขังภายในถ้ำ แต่โชคดีที่พบช่องเล็กๆ ซึ่งนำไปสู่ทางออกในที่สุด อย่างไรก็ตาม ตนไม่แน่ใจว่าทั้ง 13 ชีวิตจะไปถึงทางออกได้หรือไม่ เพราะดูเหมือนขณะนี้น้ำจะท่วมหนักกว่าแต่ก่อน
ศิริมงคล ยังกล่าวอีกว่า ในเวลาต่อมาเมื่อตนอายุได้ราว 30 ปีเศษ ได้กลับลงไปในถ้ำที่ระดับความลึก 150 ฟุต เพื่อทำสมาธิ โดยนำไฟฉายกับถ่านสภาพใหม่ติดตัวไปด้วย แต่มีเหตุการณ์ประหลาดคือไฟฉายเกิดดับ ในตอนแรกเขาคิดว่าต้องสิ้นหวังนอนรอความตายอยู่ในถ้ำ ทว่ากลับมีแม่ลูกคู่หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ช่วยเก็บมูลค้างคาวใส่กระสอบและจุดเทียนนำทางเขาออกสู่ปากถ้ำอย่างปลอดภัย
“มันทำให้ผมไม่รู้สึกกลัวหลังจากนั้น เพราะที่นั่นมีบางอย่างที่เรามองไม่เห็นด้วยตาหรือสัมผัสไม่ได้ด้วยมือ” ศิริมงคล กล่าว
ที่มา : latimes
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี