วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2563 เว็บไซต์ นสพ.South China Morning Post ของฮ่องกง เสนอรายงานพิเศษ Dubious Buddhist religious practices under fire from young Thai monk who’s become a social media star ว่าด้วยประเทศไทยที่บอกว่าเป็นสังคมของชาวพุทธ แต่เมื่อมองไปในชีวิตประจำวันกลับพบความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ โชคลางและการบนบานศาลกล่าวอยู่มากมาย แม้กระทั่งการไปทำบุญไหว้พระปิดทองที่วัด
ผู้คนหลากหลายอาชีพตั้งแต่นักเรียน-นักศึกษา แม่ค้าหาบเร่แผงลอย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พนักงานออฟฟิศ ฯลฯ ไปวัดเพื่อขอพรทั้งผลการเรียนที่ดีขึ้น ธุรกิจรุ่งเรือง เงินทองไหลมาเทมา วิถีชีวิตที่ดำเนินไปเช่นนี้ทำให้ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ (Phra Maha Paiwan Warawanno) ต้องออกมาเตือนสติสังคมไทย ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ความปรารถนากับใครๆ อย่างยักษ์ที่อยู่ในตะเกียง (นิทานเรื่องอาละดินกับตะเกียงวิเศษ-ผู้แปล) แต่หลายคนกลับคิดว่าพระพุทธเจ้าเป็นเสมือนเทพผู้ปกครองที่ใครๆ จะสามารถเข้าไปขอสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อที่ผิด
ย้อนไปเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน สิทธัตถะ โคตมะ (Siddhartha Gautama) ชายชาวอินเดียที่ต่อมาได้รับความเคารพในฐานะพระพุทธเจ้า (Buddha) ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (Awakened One)” กล่าวย้ำถึงความอยากได้อยากมีอยากเป็นต่างๆ ว่าเป็นความคิดที่ทำให้มนุษย์เกิดความทุกข์ แต่ ณ ยุคสมัยปัจจุบัน ชาวไทยนับล้านคนที่บอกว่าตนเองนับถือศาสนาพุทธ กลับขอพรกับพระพุทธเจ้าเพื่อให้บันดาลความร่ำรวยให้กับตนเอง
รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ (Danai Preechapermprasit) อาจารย์สาขาวิชาปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยผู้คนจากความปรารถนาที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่ผู้คนมากมายไปขอพรเพื่อความปรารถนาเชิงวัตถุ และพระสงฆ์ได้กลายเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ศาสนาพุทธกลายเป็นศาสนาในเชิงพาณิชย์ วัดหลายแห่งถูกแปรสภาพให้กลายเป็นตลาดแห่งลัทธิวิญญาณนิยม (Spiritualism) เพื่อดึงดูดผู้คนและเงินบริจาค
รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า พระมหาไพรวัลย์ ซึ่งอยู่ที่วัดสร้อยทอง (Wat Soi Thong) กรุงเทพฯ เป็นพระหนุ่มวัย 29 ปี เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นแรงงานทางภาคตะวันออกของประเทศไทย เริ่มชีวิตนักบวชด้วยการบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 13 ปี เพื่อจะได้มีโอกาสเรียนหนังสือเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เนื่องจากพ่อแม่มีฐานะยากจนไม่สามารถส่งเสียในระบบการศึกษาปกติของฆราวาสได้
ส่วนวันนี้ในฐานะพระสงฆ์ที่รับหน้าที่สอนหนังสือสามเณรรุ่นใหม่ๆ พระมหาไพรวัลย์ มักจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเพื่อคัดค้านความเชื่อเรื่องโชคลางอยู่เสมอ โดยเฉพาะการใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ค ซึ่งมีผู้ติดตามถึง 125,000 คน วิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อที่ไร้เหตุผลและการปฏิบัติศาสนกิจที่น่าสงสัย ทั้งนี้แม้ตนจะเคารพความเชื่อดั้งเดิม แต่ก็มองว่าผู้คนไม่ควรยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป เมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเป็นผู้คัดค้านความเชื่อที่ไร้เหตุผลเหล่านั้น ในฐานะพระสงฆ์ตนก็ควรทำเช่นเดียวกัน โดยตนหวังให้ผู้คนคิดอะไรๆ อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ พระมหาไพรวัลย์ ออกมาเตือนสติสังคมไทย คือกรณีเด็กหญิงวัย 3 ขวบรายหนึ่ง หายตัวไปจากบ้านเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2563 และต่อมาพบเป็นศพในป่าบริเวณใกล้เคียง การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์นั้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเด็กหญิงรายนี้ถูกฆาตกรรมหรือเดินเข้าป่าไปเองแล้วหาทางกลับบ้านไม่ถูกจนเสียชีวิตเพราะหลงทาง ในเวลาต่อมาข่าวนี้ได้กลายเป็นประเด็นความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับ แม้กระทั่งมีพระสงฆ์บางรูปไปทำพิธีกรรมโดยอ้างว่าสามารถสื่อสารกับวิญญาณของเด็กหญิงได้
พระมหาไพรวัลย์ ระบุว่า สาเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่เชื่อถือเรื่องโชคลาง เพราะพระสงฆ์จำนวนมากก็สนับสนุนความเชื่อนี้โดยแสร้างทำเป็นว่าตนเองมีพลังเหนือธรรมชาติ แต่พระสงฆ์เหล่านี้กำลังบ่อนทำลายแก่นแท้ของศาสนาพุทธ ไม่ต่างจากที่ภาคใต้ของไทย การที่ผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางไปวัดแห่งหนึ่งที่เชื่อกันว่ามีดวงวิญญาณของเด็กชายวัย 10 ขวบ เพื่อขอพรให้ถูกหวย
ความเชื่อนี้ยังลามไปยังวัดอื่นๆ ที่มีการทำเครื่องรางรูปเด็กชายผู้นี้ออกมาให้เช่าบูชา เรื่องนี้ก็ทำให้ตนกังวลใจเช่นกัน วัดหลายแห่งไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น วัดควรจะเป็นสถานที่สงบที่ให้ผู้คนได้มาฝึกสติ แต่กลับกลายเป็นองค์กรพาณิชย์ที่ตอบสยองความต้องการทางวัตถุของผู้คน โดยการเร่ขายเครื่องรางที่เชื่อว่าจะอำนวยให้ชีวิตประสบแต่ความโชคดี ไปจนถึงรูปหล่อจำลองพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงซึ่งมรณภาพไปแล้ว
อนึ่ง วัดพุทธในไทยนั้นสามารถอยู่ร่วมกับศาลเจ้าที่มีรูปปั้น “กุมารทอง” ตามความเชื่อท้องถิ่นของไทย กุมารทองนั้นเป็นดวงวิญญาณของทารกที่เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาและถูกปลุกเสกโดยผู้มีวิชาอาคมไสยศาสตร์ รับเครื่องเซ่นไหว้เป็นน้ำอัดลมรสสตรอเบอรี่และขนม ขณะที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา Pussadee Chaipipat หญิงชราวัย 74 ปี กำลังเชิญชวนให้ผู้คนซื้ออาหารเม็ดและขนมปังไปทำบุญเลี้ยงอาหารปลา
พระมหาไพรวัลย์ ให้ความเห็นว่า การให้อาหารปลาก็ช่วยแค่ปลา และเอาจริงๆ ผู้คนก็ไม่ได้สนใจปลา แต่สนใจว่าตนเองทำความดีแล้วจะได้โชคลาภอะไรหรือไม่มากกว่า การทำบุญปล่อยปลาลงน้ำก็เช่นกัน ผู้คนจะไม่ได้ผลบุญอะไร แต่จะเป็นตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เพราะสัตว์เหล่านี้ถูกจับมาจากสภาพแวดล้อมที่พวกมันเคยอยู่เพื่อนำมาให้ผู้คนได้ปล่อยมันไป ซึ่งเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง
รายงานข่าวยังกล่าวอีกว่า จุดยืนของ พระมหาไพรวัลย์ สร้างทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ โดยเฉพาะช่องทางการสื่อสารทางออนไลน์ ครั้งหนึ่งมีผู้ตั้งคำถามว่า พระพุทธเจ้าเมื่อประสูติแล้วเดินบนดอกบัวได้ 7 ก้าวจริงหรือไม่ พระมหาไพรวัลย์ ก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล่า และพระพุทธเจ้าท่านก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ดังนั้น พระมหาไพรวัลย์ จึงพร้อมรับคำถามแม้กระทั่งต่อความเชื่อทางศาสนาพุทธ นำมาพิจารณาชั่งน้ำหนักหลักฐาน โดยไม่ยึดติดว่าทุกสิ่งไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้
“หลักกาลามสูตร (Kalama Sutta) ซึ่งเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าส่งเสริมให้ผู้คนประเมินตามความจริงที่ประจักษ์มากกว่าจะยึดตามศรัทธา เรานำคำแนะนำนั้นมาถือปฏิบัติ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องของศรัทธาที่มืดบอด แต่น่าเสียดายที่ชาวพุทธหลายคนมองไม่เห็นสิ่งนี้” พระมหาไพรวัลย์ กล่าวทิ้งท้าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี