542.jpg
จนท.มองโกเลียชี้ ‘การแปรสภาพเป็นทะเลทราย’คือสาเหตุหลักของพายุทราย

จนท.มองโกเลียชี้ ‘การแปรสภาพเป็นทะเลทราย’คือสาเหตุหลักของพายุทราย

วันเสาร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564, 16.18 น.

3 เมษายน 2564 สำนักข่าวซินหัวรายงาน เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวของมองโกเลียระบุว่า การแปรสภาพเป็นทะเลทรายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนั้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดพายุทรายในมองโกเลียบ่อยยิ่งขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อัลทันเจเรล เอนก์บัต หัวหน้าสำนักการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสังกัดกระทรวงให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวเมื่อไม่นานมานี้ว่า “มองโกเลียมีภูมิอากาศภาคพื้นทวีปที่รุนแรง และเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่สุดในโลก และประเทศแห่งนี้กำลังประสบภัยธรรมชาติอันเกี่ยวเนื่องกับภูมิอากาศ เช่น พายุทราย บ่อยครั้งขึ้น”


“หากเราแบ่งสาเหตุการแปรสภาพเป็นทะเลทรายในมองโกเลียออกเป็น สาเหตุจากมนุษย์และสาเหตุจากธรรมชาติ เราสามารถพูดได้ว่า การแปรสภาพเป็นทะเลทรายส่วนมากเกี่ยวข้องโดยตรงกับสาเหตุทางธรรมชาติหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ”

เอนก์บัตระบุว่าช่วง 80 ปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเฉลี่ยของมองโกเลียขยับขึ้น 2.25 องศาเซลเซียส สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเกือบ 3 เท่า โดยมีพื้นที่ในมองโกเลียมากถึงร้อยละ 76.8 ประสบปัญหาการแปรสภาพเป็นทะเลทราย และสถานการณ์จะย่ำแย่ลงหากไม่มีการดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

เอนก์บัตระบุว่าปริมาณน้ำฝนในรอบปีของมองโกเลียลดลงร้อยละ 7-8 ช่วง 80 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฤดูกาลที่มีอากาศอบอุ่น

ช่วง 40 ปีที่ผ่านมาจำนวนวันที่มีอากาศร้อนในแต่ละปีของมองโกเลียเพิ่มขึ้นเกือบ 20 วัน และจากบันทึกสภาพอากาศของมองโกเลียช่วงกว่า 80 ปีที่ผ่านมา พบว่าสถิติปีที่ร้อนที่สุด 10 ปีแรกนั้นล้วนอยู่ในช่วงไม่ถึง 15 ปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น

เอนก์บัตระบุ “สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในมองโกเลีย ความถี่ของการเกิดภัยธรรมชาติที่เกิดจากปัญหาข้างต้นเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้” พร้อมเสริมว่าพายุทรายถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนยิ่งของปัญหาเหล่านี้

เอนก์บัตกล่าวย้ำว่าหนทางหลักในการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ลดปัญหาดินเสื่อมสภาพ และลดความถี่ของการเกิดพายุทราย คือการปลูกพืชคลุมดินและป่าเพิ่มขึ้น

มองโกเลียมีพื้นที่ทั้งสิ้น 1,564,116 ตารางกิโลเมตร แต่มีสัดส่วนพื้นที่ป่าเพียงร้อยละ 7.9 หลายปีที่ผ่านมา ประเทศแห่งนี้ได้ใช้งบประมาณของรัฐสำหรับการปลูกต้นไม้บนพื้นที่ 18,750-31,250 ไร่ต่อปี โดยเอนก์บัตระบุว่า “เราตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ป่าให้แตะที่ร้อยละ 8.6 ภายในอีก 4 ปี”

“ป่าฮาโลไซลอนดำมีบทบาทสำคัญที่สุดในการปกป้องระบบนิเวศในพื้นที่แห้งแล้งและทะเลทราย ด้วยเหตุนี้ การขยายพื้นที่ป่าฮาโลไซลอนดำ หรือการปลูกต้นไม้ชนิดนี้เพิ่มในทะเลทรายโกบีทางตอนใต้ของมองโกเลียและพื้นที่แห้งแล้งอื่นๆ จึงเป็นมาตรการที่สามารถลดระดับความรุนแรงของการแปรสภาพเป็นทะเลทรายและการเกิดพายุทรายได้จริง”

ทั้งนี้ รัฐบาลมองโกเลียได้ดำเนินโครงการระดับชาติชื่อว่า “กำแพงสีเขียว” (Green Wall) มาตั้งแต่ปี 2005 เพื่อขยายพื้นที่ที่มีพืชปกคลุมและต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายในภูมิภาคแห้งแล้งและทะเลทรายโกบีทางตอนใต้ของมองโกเลีย

“เราสนใจจะร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายขอบเขตของโครงการนี้” เอนก์บัตระบุและเสริมว่า “มองโกเลียได้ประสานงานกับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของจีน เพื่อแก้ไขปัญหาพายุทรายและการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ยกตัวอย่างตั้งแต่ปีที่ผ่านมา กระทรวงที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศได้เริ่มจัดการประชุมหารือนโยบาย เพื่อกำหนดทิศทางการประสานงานที่ชัดเจน”

มองโกเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศชนเผ่าเร่ร่อนแห่งสุดท้ายของโลก มี 4 ฤดูกาล โดยมักมีลมพัดแรง พายุทราย และพายุหิมะในฤดูใบไม้ผลิ

อนึ่ง ลมพัดแรงและพายุทรายที่โหมกระหน่ำพื้นที่ส่วนใหญ่ของมองโกเลียช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้มีประชาชนมองโกเลียเสียชีวิต 10 ราย โดยส่วนมากเป็นผู้เลี้ยงสัตว์เร่ร่อน และมีสัตว์ในฟาร์มตายอีกหลายแสนตัว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top