วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
15 กันยายน 2564 สำนักข่าว Deutsche Welle ของเยอรมนี เสนอข่าว Indonesia's deadly prison blaze highlights region's overcrowded jails ระบุว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) นั้น ประเทศไทย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เป็น 3 ชาติที่มีปัญหานักโทษล้นคุก หรือจำนวนผู้ต้องขังมากเกินกว่าพื้นที่รองรับของเรือนจำ อาทิ เรือนจำตังเกรัง ใกล้กับกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ที่เพิ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้และมีผู้เสียชีวิตถึง 41 ราย เมื่อสัปดาห์นี้แล้ว พบว่า มีผู้ต้องขังถึง 2,000 คน มากกว่าความจุที่โครงสร้างเรือนจำออกแบบไว้คือรองรับที่ 600 คน
อุสมาน ฮามิด (Usman Hamid) กรรมการบริหารขององค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำอินโดนีเซีย กล่าวว่า ในอินโดนีเซียและประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน ความแออัดในเรือนจำเป็นเรื่องปกติ การมีคนถูกจำคุกมากขึ้นไม่ได้มาพร้อมกับการเพิ่มและปรับปรุงสถานที่คุมขังอย่างเพียงพอ นั่นหมายถึงผู้ต้องขังต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหาร การดูแลทางการแพทย์ ระบบระบายอากาศและแสงสว่าง ตลอดจนความแออัดที่ทำให้ต้องสลับกันนอน สุขอนามัยที่ย่ำแย่นี้นำมาซึ่งการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต
เช่นเดียวกับที่ประเทศไทย ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า มีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศรวม 3.1 แสนคน ซึ่งมากกว่าความจุที่รองรับได้ถึง 2 เท่า ขณะที่อดีตผู้ต้องขังชายวัย 30 ปีรายหนึ่งที่เคยถูกจำคุก 7 เดือนในข้อหาให้การเท็จ เล่าว่า เรือนนอนแต่ละห้องจะมีนักโทษอยู่รวมกัน 80-100 คน ต้องนอนกันแบบไหล่ชนไหล่ และมีห้องส้วมเล็กๆ 1 ห้อง นักโทษจะได้ผ้า 3 ผืน สำหรับทำเป็นที่นอน หมอนและผ้าห่ม
แต่สภาพที่ดูจะย่ำแย่กว่านั้นเกิดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ ราเชล ชิโฮ-โฮเวิร์ด (Rachel Chhoa-Howard) นักวิจัยของแอมเนสตี้ฯ ประจำฟิลิปปินส์ ระบุว่า ที่นี่ติดกลุ่มประเทศที่สภาพเรือนจำย่ำแย่ที่สุดในโลก บางแห่งมีชื่อเสียงอื้อฉาวมาก เช่น เรือนจำในเกซอนซิตี้ ถึงขนาดที่ผู้ต้องขังผลัดกันนอนบนบันไดหรือแม้แต่สนามบาสเก็ตบอลกลางแจ้ง สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกในช่วง 12 เดือนแรกของสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เมื่อมีชาวฟิลิปปินส์ราว 1 แสนคน ถูกจำคุกเพราะละเมิดมาตรการควบคุมโรค และแม้จะมีการประกาศในเดือน เม.ย. 2564 ว่าจะไม่ดำเนินการเช่นนั้นอีก แต่ก็ยังมีคนถูกคุมขังอยู่
รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า ข้อมูลจากสถาบันวิจัยอาชญากรรมและนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม (ICPJ) พบว่า ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีผู้ต้องขังในเรือนจำมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังพบว่า ฟิลิปปินส์ ไทยและกัมพูชา ติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีกฎหมายระบุความผิดถึงขั้นจำคุกอย่างล้นหลาม ส่วนอินโดนีเซียอยู่ในอันดับ 22 ซึ่งนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานักโทษล้นคุกในกลุ่มประเทศดังกล่าว
พิเศษ สอาดเย็น (Phiset Sa-ardyen) ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวว่า ร้อยละ 80 ของนักโทษในประเทศไทยถูกจำคุกจากคดียาเสพติด เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของปริมาณยาเสพติดไว้ หากพบเกินจากนั้นให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย ไม่ต่างจากที่ฟิลิปปินส์ ชิโฮ-โฮเวิร์ด กล่าวว่า นโยบายสงครามยาเสพติดของประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอเต (Rodrigo Duterte) เพิ่มความแออัดให้เรือนจำด้วยการคุมขังผู้ต้องคดียาเสพติดในฐานความผิดที่ยังไม่รุนแรง และที่อินโดนีเซียก็มีสถานการณ์คล้ายกัน กฎหมายยาเสพติดมุ่งเน้นการคุมขังผู้เสพยามากกว่าจะนำไปบำบัด
พิเศษ ระบุว่า ประเทศไทยกำลังแก้ปัญหานักโทษล้นคุก โดยเมื่อเดือน ส.ค. 2564 รัฐสภาได้ผ่านร่างกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ มุ่งเน้นการป้องกัน การบำบัด และการลงโทษที่ไม่หนักในกรณีครอบครองยาเสพติดในปริมาณเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังให้ความเห็นว่า เรือนจำควรถูกทำให้แน่ใจว่าเป็นมาตรการสุดท้ายที่จะบังคับใช้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ที่ต้องการให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังในความผิดที่ไม่ร้ายแรง
รายงานข่าวทิ้งท้ายว่า ขณะที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหา แต่ที่อินโดนีเซีย ฮามิด มองว่า ยังไม่เห็นความหวัง เพราะแม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัย ยังถูกจำคุกฐานหมิ่นประมาท กรณีวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสรรหาภายในมหาวิทยาลัยผ่านพื้นที่ออนไลน์ ความแออัดของเรือนจำจะไม่มีวันถูกแก้ไข ตราบใดที่ความขัดแย้งที่ไม่ร้ายแรงและความแตกต่างทางความคิด อาจส่งผลให้ต้องถูกจำคุก
.
(010)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี