542.jpg
อย่าให้ซ้ำรอยโควิด! ร่วมปราบ‘อีโบลา’ตั้งแต่ต้นทาง คุ้มกว่าปล่อยลามข้ามทวีป

อย่าให้ซ้ำรอยโควิด! ร่วมปราบ‘อีโบลา’ตั้งแต่ต้นทาง คุ้มกว่าปล่อยลามข้ามทวีป

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 18.08 น.

อย่าให้ซ้ำรอยโควิด! ผู้เชี่ยวชาญแนะโลกต้องร่วมปราบ‘อีโบลา’ตั้งแต่ต้นทาง คุ้มกว่าปล่อยลามข้ามทวีป

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2565 เว็บไซต์ CBC.ca สำนักข่าวออนไลน์ในเครือ CBC สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติของแคนาดา เสนอรายงานพิเศษ “Why the Ebola outbreak in Uganda matters to you” ว่าด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัสอีโบลาในทวีปแอฟริกา ระลอกล่าสุดซึ่งเริ่มจากประเทศยูกันดา มีความสำคัญอย่างไรกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป โดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้อย่างโควิด-19 และฝีดาษลิง


แพทริค โอทิม (Patrick Otim) หัวหน้าหน่วยตอบโต้โรคอีโบลาในยูกันดาขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า เราทราบจากการระบาดครั้งก่อนว่าการเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญและโรคสามารถแพร่กระจายได้ทุกที่อย่างรวดเร็ว ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั่วโลกเมื่อพูดถึงการแบ่งปันทรัพยากร เครื่องมือและความเชี่ยวชาญ อาจเป็นความแตกต่างระหว่างภัยคุกคามด้านสาธารณสุขในระดับท้องถิ่นกับระดับโลก

ทางการประกาศว่า ไวรัสอีโบลาเริ่มระบาดระลอกล่าสุดตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.2565 หากดูสถิติการระบาดในระลอกก่อนในทวีปแอฟริกา พบอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้ออยู่ระหว่างร้อยละ 25 - 90 แม้ต้นตอของการระบาดระลอกล่าสุดนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่เชื่อกันว่าไวรัสอีโบลามีต้นกำเนิดจากค้างคาวผลไม้ก่อนระบาดต่อไปยังสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ในขั้นต้น การติดเชื้อเกิดขึ้นจากสัตว์สู่คน ซึ่งรวมถึงการล่าสัตว์ จากนั้นจึงกลายเป็นการติดเชื้อแบบคนสู่คนจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น เลือด อาเจียน อุจจาระ น้ำลาย น้ำอสุจิ โดยหากไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม การดูแลผู้ป่วยก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้ ซึ่งรวมถึงการจัดการผ้าปูที่นอนของผู้ติดเชื้อหรือฝังศพของผู้เสียชีวิตจากไวรัสดังกล่าว

ขณะนี้ มีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้วหลายสิบรายในยูกันดา อีกทั้งมีบุคลากรสาธารณสุขเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย ตามรายงานของ WHO ความพยายามของบุคลากรเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการป้องกันไม่ให้ไวรัสระบาดข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย ซึ่งทั้ง 2 เป้าหมายล้วนเป็นงานที่ยากลำบาก เนื่องจากไวรัสที่ระบาดล่าสุดเป็นอีโบลาสายพันธุ์ซูดาน ซึ่งยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้กับไวรัสสายพันธุ์นี้โดยเฉพาะ รวมถึงยังไม่มียารักษาโดยตรง จึงทำได้เพียงการรักษาไปตามอาการที่พบ

นักวิทยาศาสตร์ทั้งที่เป็นชาวยูกันดาและอีกหลายชาติ กำลังวางแผนทดลองวัคซีนที่พัฒนาโดยสถาบันวัคซีนซาบิน (Sabin Vaccine Institute-องค์กรไม่แสวงหากำไรซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา มีภารกิจส่งเสริมการเข้าถึงวัคซีน) ร่วมกับสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคำมั่นสัญญาที่จะต่อต้านไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซูดานในการทดลองระยะแรก

โยนาส เทเก็ก โวลเดมาเรียม (Yonas Tegegn Woldemariam) ผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำยูกันดา กล่าวในแรแถลงข่าวเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2565 ว่า ระบุว่า ความหวังคือการประสบความสำเร็จในระดับเดียวกับวัคซีน “เออร์เวโบ (Ervebo)” ที่ใช้ได้ผลกับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่หลายครั้งก่อนหน้านี้

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ในการระบาดของไวรัสอีโบลาระลอกที่แล้ว สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อ 4 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 1 ราย ส่วนในแคนาดาไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ ซึ่ง ซีรา มาดัด (Syra Madad) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิเทศสัมพันธ์ ฮาร์วาร์ด เคเนดี เบลเฟอร์ (Belfer Center for Science and International Affairs) รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า แม้ความเสี่ยงติดเชื้ออีโบลาในสหรัฐฯ หรือแคนาดาจะต่ำ แต่หากพบผู้ติดเชื้อแม้เพียงรายเดียว สถานการณ์จะไม่ต่างอะไรกับเหตุไฟไหม้บ้าน เนื่องจากเป็นโรคที่ติดแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูงและต้องใช้การดูแลที่จำเป็นค่อนข้างมาก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ต.ค.2565 CDC ออกคำแนะนำสำหรับผู้ให้บริการสาธารณสุขทั่วสหรัฐฯ ต้องทำประวัติการเดินทางของผู้ป่วยที่มีอาการต้องสงสัยว่าอาจติดเชื้ออีโบลา อาทิ ปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อและข้อ เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร มีอาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร และมีเลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่นเดียวกับรัฐบาลสหรัฐฯ ออกประกาศให้ตั้งจุดตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากยูกันดา ณ ท่าอากาศยาน 5 แห่ง อย่างไรก็ตาม แคนาดายังไม่ยกระดับมาตรการแบบเดียวกัน มีเพียงคำแนะนำและคำเตือนให้เพิ่มความระมัดระวังหากต้องเดินทางไปยูกันดาเท่านั้น

สำนักงานสาธารณสุขแห่งชาติแคนาดา ชี้แจงว่า ขณะนี้กำลังติดตามสถานการณ์ทั่วโลก และหากมีข้อมูลใหม่จะประเมินความเสี่ยงต่อไปสำหรับแคนาดา ทั้งนี้ เป็นที่สังเกตว่า ไวรัสอีโบลาไมได้แพร่กระจายผ่านการสัมผัสแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งรัฐบาลแคนาดามีระบบคัดกรองและป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อร้ายแรงในประเทศ และยังคงเตรียมพร้อมในการตรวจตัดกรอง สืบสวนและจัดการกรณีต่างๆ ของอีโบลา หากพบผู้ติดเชื้อในแคนาดา

ศ.โจแอน หลิว (Prof.Joanne Liu) จากโรงเรียนการประชากรและสาธารณสุขโลก มหาวิทยาลัยแมคกิลล์ (School of Population and Global Health , McGill University) เมืองมอนทรีออล รัฐควิเบกของแคนาดา ที่ให้ความเห็นว่า การใช้แนวทางระดับโลกในการดูแลสุขภาพ ให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และมนุษยธรรมที่จำเป็นอย่างรวดเร็ว เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับชาวแคนาดาในการป้องกันการระบาดทั้งโรคอีโบลาและอื่นๆ หากต้องการเอาชนะและหลีกเลี่ยงการระบาดของโรค การตอบโต้สถานการณ์ต้องทำให้เร็วกว่าการเคลื่อนย้ายของไวรัส และนั่นทำให้เรารอไม่ได้

หลิว ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) อาจเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งกว่าการเดินทางข้ามประเทศ ที่ทำให้มนุษยชาติเผชิญสถานการณ์โรคระบาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าบ่อยครั้งมากขึ้น เช่น จากโรคซาร์ (SARS) ในปี 2546 ถึงโควิด-19 ในปี 2563 กระทั่งอีโบลา ณ ปัจจุบัน จะเห็นว่าช่วงเว้นว่างจากสถานการณ์โรคระบาดดูจะสั้นลง โดยการตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลกระทบไปถึงสัตว์ที่เป็นพาหะของไวรัส และรั่วไหลย้อนกลับมาสู่มนุษย์

โบกุมา คาบิเซน ติตันจิ (Boghuma Kabisen Titanji) ผู้เขี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ มหาวิทยาลัยเอมอรี (Emory University) เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐฯ กล่าวว่า การต่อสู้กับอีโบลาต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ตั้งแต่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ชุดตรวจคัดกรอง และความเชี่ยวชาญ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่บรรดาประเทศเจริญแล้วทั้งหลายต้องช่วยสนับสนุนยูกันดา ซึ่งสุดท้ายจะรักษาได้ทั้งเงินและชีวิต หมายถึงต้องลงมือตั้งแต่เนิ่นๆ โดยไม่รอให้การระบาดส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ หรือยุโรป ซึ่งจะยิ่งทำให้ความตื่นตระหนกเพิ่มขึ้น

ในช่วงปี 2557 - 2559 หลายพันคนเสียชีวิตจากการระบาดของไวรัสอีโบลา (สายพันธุ์ซาอีร์) ซึ่ง ติตันจิ กล่าวว่า ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากประเทศร่ำรวย จนกระทั่งภัยมาจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้าน นั่นหมายถึงมีตัวอย่างวัคซีนอีโบลาสายพันธุ์ดังกล่าววางรออยู่บนหิ้งนานถึง 10 ปี แต่ไม่มีเงินลงทุนต่อเนื่องเพื่อวิจัยต่อยอด แต่วันใดที่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ หรือยุโรป เมื่อนั้นจึงได้ประกาศว่าเป็นเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญจาก ม.เอมอรี ยังกล่าวด้วยว่า ไวรัสและโรคติดเชื้อไม่สนว่ามนุษย์จะเหนื่อยล้าเพียงใดจากสถานการณ์เหล่านี้ การปะทะกันระหว่าง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปริมาณการเคลื่อนย้ายประชากรที่เพิ่มขึ้น การมีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์และสิ่งแวดล้อมของเราเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนเพิ่มโอกาสที่เราจะพบการระบาดของโรคติดเชื้อมากขึ้น

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top