วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569
23 มิถุนายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทองคำ 246 บาท กับบททดสอบของรัฐไทย: เมื่อผู้ปราบโกงถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเสียเอง
ข่าวการที่คณะผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง มีมติ "แจ้งข้อกล่าวหา" นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช., พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) และผู้เกี่ยวข้องรวม 4 ราย ในคดี “สินบนทองคำ 246 บาท” ไม่ใช่ข่าวอาชญากรรมธรรมดา และไม่ใช่เพียงความคืบหน้าคดีทุจริตอีกเรื่องหนึ่งในรอบสัปดาห์
เพราะคดีนี้ไม่ได้ตั้งคำถามแค่ว่า มีการให้หรือรับสินบนกันจริงหรือไม่? หากแต่ตั้งคำถามที่ลึกและอันตรายกว่านั้นมาก นั่นคือ: หากผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของผู้อื่น ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจนั้นเสียเองเป็นพื้นที่ซื้อขายผลคดี ระบบกฎหมายไทยยังเหลือหลักประกันอะไรให้ประชาชนเชื่อถือได้บ้าง?
สาระสำคัญที่มากกว่ามูลค่าของ "ทองคำ"
สาระของข้อกล่าวหาในคดีนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “ทองคำ 246 บาท” (ซึ่งมูลค่าในตลาดปัจจุบันทะลุหลัก 15 ล้านบาทไปไกลแล้ว) ในฐานะทรัพย์สินที่ใช้เป็นสิ่งจูงใจ แต่พุ่งตรงไปที่ข้อหาอันร้ายแรงว่า มีการนำทองคำไป "วิ่งเต้นช่วยเหลือคดี" ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยผู้ถูกกล่าวหาฝ่ายหนึ่งคือ กรรมการ ป.ป.ช. เสียเอง!
นั่นทำให้คดีนี้กระทบถึง ความน่าเชื่อถือขององค์กรปราบโกงทั้งองค์กร
เพราะหากข้อกล่าวหานี้พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่จะลามไปถึงความชอบธรรมของ ป.ป.ช. และทำลายความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
วางฐานคิดให้ชัดเจน: การแจ้งข้อกล่าวหา "ไม่ใช่" การชี้มูลความผิด และยิ่ง "ไม่ใช่" คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์และมีสิทธิชี้แจงโต้แย้งพยานหลักฐานอย่างเต็มที่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่คณะผู้ไต่สวนอิสระเดินมาถึงขั้นนี้ ก็สะท้อนว่าพวกเขามีพยานหลักฐานในระดับหนึ่งที่มากพอจะยกระดับจาก "ข้อกล่าวหาในทางข่าว" ไปสู่ "ข้อกล่าวหาในทางกฎหมาย" แล้ว
1. คดีนี้สำคัญกว่าคดีรับสินบนทั่วไปอย่างไร?
หากนี่เป็นเพียงคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐรายหนึ่งรับผลประโยชน์ เราอาจมองมันเป็นแค่ปัญหารายบุคคล แต่คดีนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะพาดพิงถึง กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่รัฐธรรมนูญออกแบบมาให้เป็น “ผู้ล่า/ผู้ไต่สวน” การทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ดังนั้น หากบุคคลในองค์กรนี้ทุจริตเสียเอง ความเสียหายย่อมเกิดขึ้น 3 ชั้น พร้อมกัน:
• ชั้นแรก (ความเสียหายต่อคดีต้นเรื่อง): เกิดข้อสงสัยทันทีว่า คดีเว็บพนันออนไลน์ที่อยู่ในมือ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้ ถูกแทรกแซงหรือบิดเบือนไปแล้วหรือไม่
• ชั้นที่สอง (ความเสียหายต่อสถาบัน ป.ป.ช.): ประชาชนย่อมตั้งคำถามว่า “ขนาดกรรมการยังโดนข้อหาประพฤติมิชอบ แล้วคดีอื่น ๆ อีกนับพันนับหมื่นคดีในองค์กรจะโปร่งใสแค่ไหน?”
• ชั้นที่สาม (ความเสียหายต่อหลักนิติรัฐ): กลไกที่รัฐสร้างไว้เพื่อปราบโกง กลับถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจกลายสภาพเป็น "ตลาดซื้อขายผลคดี" เสียเอง
2. ทำไมต้องใช้ “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” แทน ป.ป.ช.?
คำตอบทางกฎหมายสากลที่สั้นและทรงพลังที่สุดคือ "ป.ป.ช. ไม่ควรไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยกันเอง" ซึ่งรองรับด้วยหลักการสำคัญ 4 ประการ ดังนี้ครับ:
1. หลัก "ไม่มีใครเป็นผู้พิพากษาในคดีของตัวเอง" (Nemo Judex in Causa Sua)
หลักนี้คือหัวใจสากล กรรมการ ป.ป.ช. ที่เหลือล้วนมีความสัมพันธ์เชิงสถาบัน มีความเสี่ยงต่อการเกิด "ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงโครงสร้าง" (Structural Conflict of Interest) ไม่ว่าจะเพื่อช่วยเหลือหรือกลั่นแกล้งกันเองก็ตาม
2. หลักความเป็นกลาง (Impartiality) และความปราศจากอคติ (Freedom from Bias)
ความยุติธรรมไม่ใช่แค่ต้องเกิดขึ้นจริง แต่ต้องปรากฏให้เห็นด้วยว่าโปร่งใส (Justice must not only be done, but must be seen to be done) ในกรณีนี้ แม้ไม่มีอคติที่แท้จริง (Actual Bias) แต่ในสายตาประชาชนย่อมเกิด "อคติที่ปรากฏ" (Apparent Bias) หรือความระแวงสงสัยขึ้นทันทีหากให้คนในบ้านเดียวกันตรวจสอบกันเอง
3. หลักการตรวจสอบถ่วงดุล (Checks and Balances)
ไม่มีองค์กรใดในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ควรมีอำนาจสมบูรณ์เด็ดขาดโดยไม่ถูกตรวจสอบ ป.ป.ช. มีอำนาจล้นฟ้า หากปล่อยให้ตรวจสอบตัวเองได้ ก็เท่ากับสร้าง "จุดบอดใหญ่" (Blind Spot) ในระบบรัฐไทย
4. หลักการป้องกันการกระจุกอำนาจ (Anti-Concentration of Power)
การให้องค์กรเดียวกุมอำนาจทั้งกล่าวหา ไต่สวน และชี้มูลกับคนของตนเอง คือความเสี่ยงขั้นสูงสุด คณะผู้ไต่สวนอิสระจึงทำหน้าที่เป็นกลไก "แยกอำนาจฉุกเฉิน" ออกมาจากองค์กรที่มีส่วนได้เสียโดยตรง
3. ดนตรี 2 หน้าผสานมุมมอง: ภาระหน้าที่ใน "คดีอาญา" vs "คดีจริยธรรม"
ในคดีประวัติศาสตร์ครั้งแรกของไทยนี้ คณะผู้ไต่สวนอิสระระดับ "ดรีมทีม" ทั้ง 9 ท่าน (นำโดยรองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาในศาลฎีกา อัยการอาวุโส และปรมาจารย์กฎหมาย) ต้องแบกรับภารกิจคู่ขนาน 2 ด้านที่มีเส้นแบ่งและเกณฑ์การพิจารณาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
มิติที่ 1: บทบาทใน "คดีอาญา" (ทำหน้าที่แทน ป.ป.ช.)
ในมิตินี้ คณะผู้ไต่สวนอิสระมีอำนาจเต็มตามกฎหมายเสมือนเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหม่ เพื่อทำหน้าที่:
1.ไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐาน: ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เส้นทางทองคำ พยานบุคคล เพื่อแยก "ข่าวลือ" ออกจาก "หลักฐานที่รับฟังได้จริงในศาล"
2. แจ้งข้อกล่าวหาและเปิดโอกาสชี้แจง: เป็นหลักประกันความยุติธรรมตามขั้นตอน ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้นำหลักฐานมาหักล้างอย่างเต็มที่
3. ชี้มูลและส่งฟ้อง: หากหลังรับฟังคำชี้แจงแล้วมติเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า "มีมูล" จะต้องส่งสำนวนให้ อัยการสูงสุด ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง เพื่อยื่นฟ้องต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อไป
หากมีเหตุจำเป็น ต้องยื่นคำขอต่อประธานศาลฎีกา เพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาตาที่เห็นสมควร
มิติที่ 2: บทบาทใน "คดีจริยธรรม" (ความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง)
มิตินี้ลึกซึ้งและเฉียบคมกว่าคดีอาญามาก เพราะคดีอาญาถามว่า "ผิดกฎหมายข้อไหน มีหลักฐานมัดตัวไหม?" แต่คดีจริยธรรมถามว่า "พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ขัดต่อความซื่อสัตย์สุจริตและความไว้วางใจของสาธารณะตามมาตรฐานทางจริยธรรมแล้วหรือยัง?"
สำหรับองค์กรที่ทำหน้าที่ตัดสินความดีความชอบและปราบโกงอย่าง ป.ป.ช. ความไว้วางใจจากประชาชน (Public Trust) คือสิ่งสำคัญที่สุด ต่อให้ในท้ายที่สุดคดีอาญาอาจจะยังพิสูจน์ไม่ได้ครบองค์ประกอบความผิดอย่างดิ้นไม่หลุด
แต่หากพิจารณาถึงพฤติกรรมการฝ่าฝืน เจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืน ชี้ว่า เป็นการทำลาย "ความไว้วางใจของประชาชน" คณะผู้ไต่สวนอิสระก็มีอำนาจชี้มูล "ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง" และยื่นเรื่องตรงต่อ ศาลฎีกา (ศาลปกติ) เพื่อวินิจฉัยถอดถอนออกจากตำแหน่งและตัดสิทธิทางการเมืองได้ทันที!
สรุปฉากทัศน์และอนาคตที่ต้องจับตา
คดีนี้ถูกขีดเส้นตายตามกรอบเวลา 180 วัน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 โดยมีนัดประชุมนัดสำคัญเพื่อพิจารณาคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ ซึ่งผลลัพธ์สามารถออกได้ 2 หน้าหลัก:
[ มติคณะผู้ไต่สวนอิสระ (กลางเดือน ก.ค. 2569) ]
│
├─► 1. "ไม่มีมูล" ──► สั่งยุติเรื่อง (คำสั่งเป็นที่สุด คดีสิ้นสุด)
│
└─► 2. "มีมูล" ────► ส่งอัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาฯ
│
└─► หากศาล "ประทับรับฟ้อง"
กรรมการ ป.ป.ช. ต้อง "หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที"
บทสรุปเชิงวิจารณ์: รัฐไทยกล้าตรวจสอบผู้ตรวจสอบหรือไม่?
สุดท้ายแล้ว คดีสินบนทองคำ 246 บาทนี้ จึงไม่ใช่แค่คดีว่า "ทองคำตกไปอยู่ในมือของใคร" แต่คือ "บททดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของหลักนิติธรรม (Rule of Law) ในประเทศไทย"
ระบบกฎหมายและโครงสร้างของคณะผู้ไต่สวนอิสระถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี จึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับคณะผู้ไต่สวนอิสระในการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ตรงไปตรงมา และตอบคำถามของสังคมได้อย่างกระจ่างชัด จนกลายเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย... ในยามที่เกิดวิกฤตศรัทธาในองค์กรปราบโกงจนยากที่จะเยียวยาได้เช่นนี้
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
23/6/69
#คดีสินบนทองคำ246บาท #คณะผู้ไต่สวนอิสระ #ปปช #บิ๊กโจ๊ก #ปราบทุจริต #หลักนิติธรรม #RuleOfLaw #กระบวนการยุติธรรม #ตรวจสอบรัฐไทย #วัสติงสมิตร
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี