วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
533.jpg
เลิกเชื่อที่ว่า รถไฟถูกเสมอ อดีตผู้พิพากษา กางคำพิพากษาศาลฎีกา อุบัติเหตุรถไฟชนรถยนต์

เลิกเชื่อที่ว่า รถไฟถูกเสมอ อดีตผู้พิพากษา กางคำพิพากษาศาลฎีกา อุบัติเหตุรถไฟชนรถยนต์

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.49 น.

วันนี้ 23 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงข้อกฎหมายผ่าน คดีประวัติศาสตร์ ฎีกาที่ 2703/2537 ซึ่งเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับอุบัติเหตุบริเวณทางตัดรถไฟ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสังคม โดยมีรายละเอียดระบุว่า "เมื่อ "สิทธิในทาง" ไม่ได้แปลว่า "ไม่ต้องระวัง" สรุปคดีประวัติศาสตร์ ฎีกาที่ 2703/2537 ต่างฝ่ายต่างประมาท ณ ทางตัดรถไฟ

อุบัติเหตุบริเวณ "ทางตัดรถไฟเสมอระดับ" (จุดตัดทางรถไฟกับถนน) มักเป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงและนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ ในอดีตหลายคนอาจมีความเชื่อว่า "ชนกับรถไฟยังไงรถยนต์ก็ผิด เพราะรถไฟทางเอก" หรือ "รถไฟเบรกยาก รถไฟต้องถูกเสมอ"


แต่รู้หรือไม่? ในทางกฎหมายไทยมีคำพิพากษาศาลฎีกาชั้นครูอยู่คดีหนึ่ง นั่นคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703/2537 ที่ได้วางบรรทัดฐานสำคัญไว้ว่า "อุบัติเหตุรถไฟชนรถยนต์ ไม่ได้แปลว่าฝ่ายรถยนต์ผิดเสมอไป หากพนักงานขับรถไฟละเลยระเบียบความปลอดภัย ก็ต้องรับโทษทางอาญาฐานประมาทด้วยเช่นกัน!"

วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และบทเรียนราคาแพงจากฎีกาประวัติศาสตร์ฉบับนี้ ซึ่งเป็นคดีอาญากันครับ

วัส ติงสมิตร

ชนวนเหตุโศกนาฏกรรม: นาทีชีวิต ณ ทางตัดรถไฟ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์กระบะบรรทุกผู้โดยสารมาทางกระบะหลัง โดยกำลังจะขับผ่านทางตัดรถไฟ ซึ่งในบริเวณนั้นมีการติดตั้งป้ายเตือนทางรถไฟข้างหน้า และมีป้ายสัญญาณ "หยุด" บ่งบอกไว้อย่างชัดเจนในระยะ 5 เมตรก่อนถึงรางรถไฟ

ในขณะที่รถกระบะแล่นเข้ามา พนักงานกั้นถนนกำลังหมุนแผงกั้นลงมา (ลงมาได้เพียง 1 เมตร ยังกั้นไม่สมบูรณ์) และสัญญาณไฟเตือน 5 ดวงในวันนั้นไม่ทำงาน แทนที่จำเลยที่ 2 จะชะลอรถและหยุดมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจตามป้ายเตือน เขากลับตัดสินใจเหยียบคันเร่งด้วยความเร็วสูงเพื่อ "ขับลอดเครื่องกั้น" หวังจะข้ามไปให้พ้น

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานขับรถไฟ ก็กำลังขับขบวนรถไฟมุ่งหน้ามายังทางตัดนี้ โดยที่ระบบอาณัติสัญญาณในวันนั้นไม่สมบูรณ์ ไฟเตือนไม่ติด และยังไม่มีสัญญาณอนุญาตให้ขบวนรถไฟผ่านได้ตามข้อบังคับ แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้หยุดขบวนรถเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยก่อน และยังคงขับผ่านทางตัดไป 

ผลลัพธ์คือ: ขบวนรถไฟพุ่งชนเข้ากับรถยนต์กระบะอย่างรุนแรง แรงปะทะส่งผลให้ผู้โดยสารที่นั่งอยู่กระบะท้ายรถยนต์เสียชีวิตทันที 2 คน กลายเป็นคดีความฟ้องร้องในข้อหา "กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย" (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291) โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ 

วัส ติงสมิตร

เจาะลึก 3 บรรทัดฐานข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวางหลักไว้ คดีนี้เดินเดินทางไปถึงศาลสูง ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยและวางหลักกฎหมายที่สมดุลและน่าสนใจไว้ถึง 3 ประเด็นหลัก ๆ ดังนี้ครับ:

แผงกั้นยังปิดไม่สุด... รถยนต์ก็ไม่มีสิทธิฝ่า! 

ศาลวินิจฉัยว่า แม้พนักงานกั้นถนนจะยังนำแผงกั้นลงปิดไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อมีป้ายเตือนและป้าย "หยุด" แสดงไว้ชัดเจน คนขับรถยนต์มี "หน้าที่ต้องระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์" นั่นคือ ต้องชะลอความเร็ว หยุดรถ และมองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าปลอดภัยจริง ๆ จึงจะขับต่อไปได้ การที่จำเลยที่ 2 ขับรถความเร็วสูงลอดเครื่องกั้นเข้าไป ถือเป็น "ความประมาทอย่างชัดเจนและร้ายแรง"

รถไฟมี "สิทธิในทาง" แต่ไม่ได้แปลว่า "ถูกเสมอ" 

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของคดีนี้! ศาลฎีกาชี้ว่า แม้รถไฟจะมีสิทธิในทาง (Right of Way) เหนือรถยนต์บนราง แต่พนักงานขับรถไฟ (จำเลยที่ 1) มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ข้อบังคับและระเบียบการเดินรถ พ.ศ. 2524 ข้อ 260 อย่างเคร่งครัด ซึ่งระบุไว้ว่า หากไม่เห็นสัญญาณอนุญาต พนักงานขับรถต้องหยุดขบวนรถใกล้ถึงถนนผ่านเสมอระดับทาง และดูให้แน่ชัดว่าไม่มีสิ่งกีดขวางแล้ว จึงจะนำขบวนรถผ่านไปได้ด้วยความระมัดระวัง เมื่อวันเกิดเหตุ เครื่องกั้นลงไม่สมบูรณ์ ไฟสัญญาณไม่ติด และไม่มีสัญญาณอนุญาตชัดเจน จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้อง "หยุดรถไฟ" ก่อนถึงทางตัด เมื่อไม่หยุด จึงถือเป็นการ งดเว้นการปฏิบัติตามข้อบังคับและปราศจากความระมัดระวัง ถือเป็นความประมาทเช่นกัน!

หลัก "ความประมาทด้วย" และ "การฝ่าฝืนระเบียบความปลอดภัย" ิจากพฤติการณ์ข้างต้น ศาลฎีกาจึงวางรากฐานทางกฎหมายไว้ 3 ข้อคิดสำคัญ

• ความประมาทเกิดด้วยกันได้: แม้ฝ่ายรถยนต์จะประมาทมาก (ขับลอดไม้กั้น) แต่ก็ไม่ได้ตัดความรับผิดของฝ่ายรถไฟ หากฝ่ายรถไฟเองก็ละเลยหน้าที่ระมัดระวังด้วย ความตายของผู้อื่นจึงเกิดจากความประมาทของทั้งสองฝ่าย

• ฝ่าฝืนระเบียบ = หลักฐานความประมาท: การที่พนักงานขับรถไฟฝ่าฝืนข้อบังคับข้อ 260 ถือเป็นข้อพิสูจน์สำคัญว่ากระทำโดยปราศจากความระมัดระวังตามมาตรฐานอาชีพ

• สิทธิในทางไม่ใช่อภิสิทธิ์เหนือความปลอดภัย: ผู้ใช้ทางทุกฝ่าย ไม่ว่าจะขับรถยนต์หรือขับรถไฟ ต่างมีหน้าที่ระมัดระวังตามฐานะและพฤติการณ์ของตนเอง จะอ้างว่าตนมีสิทธิในทางแล้วขับผ่านไปโดยไม่สนระเบียบความปลอดภัยไม่ได้

ดุลพินิจเรื่องโทษ: "ความดีในอดีต" VS "พฤติกรรมประมาทร้ายแรง"

ท้ายที่สุด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี แต่ในชั้นศาลฎีกา มีการพิจารณาในประเด็น "การขอรอการลงโทษ (รอลงอาญา)" ซึ่งศาลได้แยกแยะพฤติการณ์และประวัติของจำเลยทั้งสองอย่างน่าสนใจ:

จำเลยที่ 1 (พนักงานขับรถไฟ): ได้รับโอกาสรอลงอาญา

เหตุผล: แม้จะมีความผิดฐานประมาทด้วย แต่พฤติการณ์ไม่ร้ายแรงเท่าคนขับรถกระบะ ที่สำคัญจำเลยที่ 1 มีประวัติการทำงานที่ดีเยี่ยม เคยมีคุณความดีหยุดรถไฟได้ทันก่อนจะชนคนที่นั่งขวางทางจนได้รับการประกาศชมเชยจากการรถไฟฯ และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน

คำพิพากษาแก้: ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้ลงโทษปรับเพิ่มสถานหนึ่งเป็นเงิน 3,000 บาท เพื่อให้หลาบจำ (ปัจจุบันได้แก้กฎหมายที่มีระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท เป็นไม่เกิน 200,000 บาทแล้ว)

จำเลยที่ 2 (คนขับรถกระบะ): ไม่รอด! คุกทันที

เหตุผล: การขับรถความเร็วสูงลอดเครื่องกั้นในขณะที่มันกำลังหมุนลงมา โดยมีผู้โดยสารนั่งอยู่ท้ายกระบะ ถือเป็น "ความประมาทอย่างร้ายแรง" เป็นพฤติการณ์ที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของผู้อื่นอย่างยิ่ง แม้หลังเกิดเหตุจะมีการเยียวยาโดยให้บิดาไปอุปการะเลี้ยงดูบุตรของผู้ตาย แต่ด้วยสภาพความผิดที่ร้ายแรง ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ

คำพิพากษา: จำคุก 1 ปี เต็ม โดยไม่รอการลงโทษ

บทสรุปและข้อคิดเตือนใจสำหรับสังคม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703/2537 ไม่เพียงแต่เป็นบรรทัดฐานในตำรากฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นอุทาหรณ์เตือนใจที่สำคัญมากในชีวิตประจำวัน:

1.สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์: ไม้กั้นรถไฟ ไม่ใช่สิ่งที่จะมาลองเสี่ยง "วัดใจ" หรือขับลอด ขับแซง เด็ดขาด ทุกครั้งที่เห็นป้ายทางรถไฟ ควรชะลอความเร็ว หยุดรถ และมองให้แน่ชัด เพราะความประมาทเพียงเสี้ยววินาทีอาจเปลี่ยนชีวิตคุณและคนที่คุณรักไปตลอดกาล

2. สำหรับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานสาธารณะ: กฎ ระเบียบ และมาตรฐานความปลอดภัย (Safety Protocol) มีไว้เพื่อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การละเลยแม้เพียงเล็กน้อย หรือการคิดว่า "เคยทำได้ไม่เห็นเป็นไร" อาจทำให้คุณต้องกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาได้เช่นกัน

เพราะบนท้องถนนและทางราง... "ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีสิทธิไปก่อน แต่ขึ้นอยู่กับว่าทุกฝ่ายร่วมมือกันระมัดระวังมากแค่ไหนครับ" ด้วยความห่วงใย 

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 23/5/69 #กฎหมายน่ารู้ #ฎีกาชั้นครู #ต่างฝ่ายต่างประมาท #ทางตัดรถไฟ #อุบัติเหตุรถไฟชนรถยนต์ #อุทาหรณ์เตือนใจ #ขับขี่ปลอดภัย #กฎหมายอาญา #มาตรา291 #ความปลอดภัยต้องมาก่อน #วัสติงสมิตร"

หลังจากที่โพสต์ของ นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและขอบคุณในความรู้ที่ได้รับ เช่น

"สรุปตอนท้ายได้ดีมากครับ.."

"ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ฯอย่างยิ่งครับ"

"ขอบคุณครับ"

"ดีมากครับ"

"เหตุของคดีล่าสุด จะอีกนานไหมครับอาจารย์ กว่าถึงฎีกาเพื่อรับโทษและจ่ายค่าชดเชยกันกฎหมาย"

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top