วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์เจาะลึกถึงคดีประวัติศาสตร์ที่ สส. ฝ่ายค้าน 133 คน นำโดยพรรคประชาชน ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งศาลได้สั่งรับคำร้องและให้ ครม. แจงกลับใน 7 วันแล้ว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กับ “แผนงานที่ 2”: ศาลรัฐธรรมนูญจะตีตกได้อย่างไร ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 การที่ สส. ฝ่ายค้าน 133 คน นำโดยพรรคประชาชน ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ และศาลมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว และให้คณะรัฐมนตรีจัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลกำหนดและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลภายใน 7 วัน ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อวินัยการเงินการคลังอย่างยิ่ง
คดีนี้ไม่ใช่แค่ข้อถกเถียงเรื่อง "พลังงานสะอาด" แต่เป็นคดีหลักหมุดที่จะกำหนด "เส้นแบ่ง" ระหว่างอำนาจพิเศษของฝ่ายบริหารในการออก พ.ร.ก. กับอำนาจของรัฐสภาในการตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน และจะกลายเป็นบรรทัดฐานการตีความคำว่า “ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” ในอนาคต
.jpg)
ประเด็นสำคัญ: เจาะจงโต้แย้งเฉพาะ “แผนงานที่ 2” ฝ่ายค้านมิได้ร้องขอให้ศาลล้ม พ.ร.ก. ทั้งฉบับ แต่ใช้สิทธิโต้แย้งเฉพาะเจาะจง (Severable Challenge) ไปที่ “แผนงานที่ 2” ในบัญชีท้าย พ.ร.ก. วงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ซึ่งครอบคลุมเรื่อง:
• การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทน
• การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)
• การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV Infrastructure)
• การพัฒนาทักษะแรงงานและนวัตกรรมพลังงานสะอาด
.jpg)
ฝ่ายค้านชี้ว่า แผนงานนี้มีลักษณะเป็น “นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจระยะกลาง-ยาว” ไม่ใช่มาตรการเชิงรับเพื่อรักษาเสถียรภาพเฉพาะหน้า พูดง่าย ๆ คือ เรื่องนี้สำคัญและมีประโยชน์จริง แต่ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะออกเป็น พ.ร.ก. ได้
จุดเปลี่ยนทางเทคนิค: รัฐธรรมนูญ 2560 จำกัดขอบเขตศาลไว้แคบลง ความแตกต่างสำคัญระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และ 2560 มีดังนี้:
• รัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 185): ศาลมีอำนาจตรวจสอบได้กว้างขวาง ทั้งในแง่วัตถุประสงค์และดูว่า "เป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้" หรือไม่
• รัฐธรรมนูญ 2560 (มาตรา 173): ตัดอำนาจตรวจสอบเรื่อง "ความฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วน" ออกไป โดยให้ศาลวินิจฉัยได้เฉพาะกรณีที่โต้แย้งว่า พ.ร.ก. นั้นเป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เท่านั้น
สรุปคือ รัฐธรรมนูญปัจจุบันให้ศาลตรวจสอบได้เพียงมิติเดียว คือ พ.ร.ก. นั้นทำเพื่อรักษาความปลอดภัยประเทศ, ความปลอดภัยสาธารณะ, ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือป้องปัดภัยพิบัติ ส่วนความ "ฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วน" ถือเป็น "ดุลพินิจเด็ดขาดของฝ่ายบริหาร" ที่ศาลจะไม่ก้าวล่วง (Judicial Restraint)
ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เหตุผลใดในการ "ตีตก" แผนงานที่ 2? เมื่อไม่สามารถอ้างเรื่อง "ไม่ฉุกเฉิน" ได้โดยตรง ศาลจึงต้องหันมาพิจารณา "เนื้อหาแท้ของมาตรการ" (Nature and Subject Matter) ว่า แผนงานที่ 2 ไม่เข้าองค์ประกอบการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง มาตั้งแต่ต้น โดยมี 3 แนวทางเหตุผลดังนี้
1.เป็น “นโยบายพัฒนา” มากกว่า “มาตรการรักษาความมั่นคง”: “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” หมายถึงการยับยั้งภัยคุกคามเฉียบพลันที่กระทบระบบการเงินรุนแรง แต่โครงการ Smart Grid หรือ EV เป็นการพัฒนาสู่อนาคต การที่ประเทศยังไม่มีโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจปัจจุบันล่มสลาย จึงไม่เข้าข่ายการ "รักษา" ความมั่นคง
2. เป็นเพียง “นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม”: แม้รัฐจะอ้างวิกฤตพลังงาน แต่ไส้ในของแผนงานคือการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมิใช่ข้อยกเว้นพิเศษที่จะให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจตรากฎหมายเอง
3. สภาพเทคนิคชี้ชัดว่าเป็น “โครงการลงทุนระยะยาว”: ข้อมูลเชิงประจักษ์ (เช่น แผนแม่บทสมาร์ทกริดที่ต้องใช้เวลาทำไม่น้อยกว่า 4 ปี) ชี้ว่าโครงการเหล่านี้ไม่สามารถเสร็จสิ้นได้ด้วยเงินกู้ฉุกเฉินทันที แต่ต้องทยอยลงทุนต่อเนื่อง การออก
พ.ร.ก. จึงขัดต่อความเป็นจริงและเข้าข่ายใช้อำนาจตามอำเภอใจ
ผลทางกฎหมาย: ประชาธิปไตยไม่ได้ห้ามทำ แต่ต้องโปร่งใส หากศาลสั่งตีตก แผนงานที่ 2 จะไม่มีผลบังคับใช้มาแต่ต้น (Void) แต่นี่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลถูกห้ามทำโครงการพลังงานสะอาด รัฐบาลยังดำเนินนโยบาย Green Transition ต่อไปได้เต็มที่ เพียงแต่ต้องกลับเข้าสู่ "ประตูบานปกติ" คือการตราเป็น "พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)" หรือใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้ผ่านกลไกตรวจสอบ:
1.การพิจารณาจากผู้แทนราษฎรในสภา
2. การอภิปรายถกเถียงอย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ
3. การอนุมัติงบประมาณรายรายการอย่างจำเพาะเจาะจง
กระบวนการนี้คือหัวใจของหลักการแบ่งแยกอำนาจ และหลักความยินยอมของปวงชนในระบอบประชาธิปไตย
บทสรุป: คดีนี้เป็นเรื่องของ "ขอบเขตอำนาจ" บรรทัดฐานจากศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้จะตอบคำถามสำคัญว่า ฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจพิเศษได้กว้างขวางเพียงใด
• ถ้าศาลตีความกว้างเกินไป: จนรวม "นโยบายพัฒนาระยะยาว" เข้ามาได้ ในอนาคตรัฐบาลใด ๆ ก็จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา แล้วหันมาออก พ.ร.ก. กู้เงินก้อนโตทำโครงการตามใจชอบ ซึ่งจะทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล
• ถ้าศาลตีความอย่างเคร่งครัด: แยก "การรักษาความมั่นคง" (แก้พิษวิกฤต) ออกจาก "การพัฒนาเศรษฐกิจ" (วางรากฐานระยะยาว) อย่างเด็ดขาด ก็จะเป็นการยืนยันหลักการสำคัญว่า เงินแผ่นดินในโครงการระยะยาวขนาดใหญ่ ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้แทนราษฎรภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยปกติเท่านั้น
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 19/5/69"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี