วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 30 พฤษภาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว วิเคราะห์นัยสำคัญของ คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่านี่อาจเป็นวันสำคัญที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมไทย ด้วยข้อความว่า "เมื่อศาลไม่ต้องการเป็น “เครื่องมือกลั่นแกล้ง” : อ่านนัยสำคัญคำแนะนำประธานศาลฎีกาเรื่องการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 อาจกลายเป็นอีกวันสำคัญที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมไทย เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569” ออกมาอย่างเป็นทางการ (อาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม)
ประกาศฉบับนี้ถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อกำหนดแนวทางการใช้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งมอบอำนาจเด็ดขาดให้ศาลสามารถ “ยกฟ้อง” คดีที่ถูกนำมาฟ้องโดยไม่สุจริตได้ตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง!
แม้ว่าคำแนะนำดังกล่าวจะไม่ใช่ “กฎหมายใหม่” ที่เพิ่งคลอดซิงๆ แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือสัญญาณเตือนระดับสึนามิว่า ฝ่ายตุลาการไทยกำลังตระหนักถึงปัญหา “การใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือคุกคาม” หรือที่ทั่วโลกเรียกกันว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) อย่างจริงจังที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลกำลังส่งสัญญาณเสียงดังฟังชัดไปยังสังคมว่า
“สิทธิในการฟ้องคดี แม้จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญ แต่ก็ไม่อาจถูกใช้เป็น 'อาวุธ' เพื่อปิดปากหรือทำลายผู้เห็นต่างได้โดยไม่มีขอบเขตอีกต่อไป!” จาก “ฟ้องเท็จ” สู่ “ฟ้องเพื่อคุกคาม” : เมื่อกระบวนการกลายเป็นบทลงโทษที่ผ่านมา เวลาเราพูดถึงการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หลายคนมักจะนึกถึงเพียงกรณี “ฟ้องเท็จ” หรือการกุเรื่องมากล่าวหากันโดยไม่มีมูล แต่คำแนะนำฉบับปี 2569 นี้ ได้ขยายพรมแดนความหมายไปไกลกว่านั้นมาก! ศาลฎีการะบุชัดเจนว่า การฟ้องคดีที่มีลักษณะต่อไปนี้ ถือว่า "ไม่สุจริต" ด้วยเช่นกัน ก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรม สร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร
นี่คือหมุดหมายและพัฒนาการสำคัญของแนวคิดทางกฎหมายไทย เพราะเป็นการยอมรับความจริงอันเจ็บปวดที่ว่า “ตัวกระบวนการเองนั่นแหละ...ที่กลายเป็นเครื่องมือลงโทษ” (The process is the punishment) ในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ถูกฟ้องอาจจะชนะคดีในท้ายที่สุด แต่ระหว่างทางพวกเขาต้องสูญเสียมหาศาล ทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย ค่าทนาย เสียโอกาสทางอาชีพ และต้องแบกรับแรงกดดันทางสังคมจนสภาพจิตใจบอบช้ำเป็นเวลาหลายปี การแกล้งฟ้องเช่นนี้ โจทก์จึงไม่ได้หวังผลที่จะ “ชนะคดี” แต่หวังผลให้คู่กรณี "หวาดกลัวจนยอมเงียบไปเอง"
ศาลเริ่มมองเห็นปัญหา “ฟ้องปิดปาก” (SLAPP)
ไฮไลต์ที่น่าจับตามองที่สุดคือ ข้อ 2 ของคำแนะนำ ซึ่งระบุถึง “พฤติการณ์อันควรสงสัย” ว่าเข้าข่ายแกล้งฟ้อง โดยเฉพาะเมื่อจำเลยถูกฟ้องเพราะเหตุจากการทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม เช่น:
1.กลุ่มผู้ออกมารณรงค์: ด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือแรงงาน
2. กลุ่มผู้เปิดโปง: บุคคลที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
3. กลุ่มผู้ตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ แล้วโดนโจทก์ "ฟ้องย้อนศร" เพื่อกดดันให้กลัว
4. กลุ่มผู้ใช้สิทธิตามกฎหมาย: แสดงความคิดเห็นหรือทำหน้าที่โดยสุจริต
การระบุข้อความเหล่านี้มีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้างมาก เพราะมันสะท้อนว่าศาลฎีกามองเห็น "เกมสกปรก" ในสังคมไทย ที่มักจะใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือกดดันนักกิจกรรม นักข่าว หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ตงฉิน คำแนะนำฉบับนี้จึงเสมือนการประกาศว่า กระบวนการยุติธรรมจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือเอาคืนของคนโกงหรือผู้มีอิทธิพลอีกต่อไป!
การฟ้องไกลบ้าน: กลยุทธ์กลั่นแกล้งที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
อีกหนึ่งกลลวงที่โดนสกัดในคำแนะนำฉบับนี้คือ "การฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุอันควร"
ที่ผ่านมา สังคมไทยมักเห็นข่าวจำเลย (โดยเฉพาะนักข่าวหรือนักกิจกรรม) ถูกฟ้องพร้อมกันในหลายจังหวัดระย้าจากเหนือจรดใต้ วันนี้ต้องไปนราธิวาส สัปดาห์หน้าต้องไปเชียงใหม่ ทำให้จำเลยต้องแบกรับภาระค่าเดินทางและเสียเวลาทำมาหากินจนหมดตัวคำแนะนำนี้แสดงให้เห็นว่า ศาลไม่ได้มองข้ามแทกติกนี้อีกต่อไป และพร้อมจะตีตกทันทีหากพบว่าเป็นการจงใจสร้างความลำบากให้จำเลย
บทบาทใหม่ของศาล : จากผู้รับฟ้อง สู่ “ผู้กลั่นกรองความสุจริต”
แต่เดิม หลายคนเข้าใจว่าศาลมีหน้าที่ตั้งรับคล้าย "ผู้รักษาประตู" คือมีคนมาฟ้องก็ต้องรับไว้ก่อน แล้วค่อยไปว่ากันด้วยพยานหลักฐาน แต่คำแนะนำฉบับนี้ขยับบทบาทศาลให้กลายเป็น “ผู้พิทักษ์ความสุจริตของกระบวนการยุติธรรม” ในเชิงรุก (Proactive)
.jpg)
ศาลยุคใหม่สามารถ:
สั่งให้โจทก์ชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานทันทีหากมีเหตุสงสัย
ใช้ "เจ้าพนักงานคดี" ช่วยรวบรวมข้อมูลมาตรวจสอบ
ยกฟ้องได้ทันทีตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม!
การสกัดคดีตั้งแต่ประตูแรกมีความสำคัญมาก เพราะหากปล่อยให้คดีที่ไม่สุจริตหลุดรอดเข้าสู่กระบวนการเต็มรูปแบบ ความเสียหายต่อเสรีภาพและชีวิตของประชาชนจะเกิดขึ้นทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันพิพากษา
“ความน่าเชื่อถือของศาล” ถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา
สิ่งที่ทรงพลังและลึกซึ้งที่สุดซ่อนอยู่ใน ข้อ 5 ซึ่งระบุให้ศาลพึงคำนึงถึง “ความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม” ประกอบการใช้ดุลพินิจ
ถ้อยคำนี้สะท้อนว่า ศาลตระหนักดีว่าหากปล่อยให้สถาบันศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างผู้เห็นต่าง "ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบยุติธรรมทั้งระบบจะพังทลายลง"ในอดีต การตีความกฎหมายอาจจะเน้นเพียงแค่ความเป๊ะของ "ตัวบท" แต่คำแนะนำฉบับนี้กำลังบอกเราว่า “ความไว้วางใจของสังคม” (Public Trust) ก็คือหัวใจและเนื้อสารที่ขาดไม่ได้ของความยุติธรรมเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม... นี่อาจยังไม่ใช่จุดจบของปัญหา แม้คำแนะนำนี้จะจุดประกายความหวังและถือเป็นก้าวที่กล้าหาญ แต่ในความเป็นจริงเรายังต้องยอมรับข้อจำกัดบางประการ:
ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ: ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับความใจถึงและความกล้าของผู้พิพากษาแต่ละท่านว่าจะเลือกใช้มาตรา 161/1 มากน้อยเพียงใด
จำกัดแค่คดีอาญา: คำแนะนำนี้ครอบคลุมเฉพาะคดีอาญา ทั้งที่การฟ้องปิดปาก (SLAPP) ในปัจจุบันระบาดหนักใน "คดีแพ่ง" ที่มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายหลักสิบหลักร้อยล้านเพื่อขู่ให้กลัวจนหัวหด
ยังไม่มีระบบเยียวยาจำเลย: ปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับให้โจทก์ที่ฟ้องแกล้งต้องชดใช้ค่าทนาย ค่าเสียเวลา หรือค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) ให้แก่จำเลยอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนในต่างประเทศ ( [????????] [????????] = Canada และ United States)
จุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมใหม่ทางกฎหมายไทย แม้จะยังมีรอยต่อที่ต้องพัฒนาต่อ แต่คำแนะนำของประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2569 ฉบับนี้ คือสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่า กระบวนการยุติธรรมไทยกำลังพยายามทรานส์ฟอร์มตัวเองให้สอดคล้องกับหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมในโลกยุคใหม่
เพราะในสังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ศาลไม่ควรเป็นเพียงแค่สถานที่ตัดสินแพ้-ชนะตามเกมกฎหมาย แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลอดภัยและโล่กำบังที่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชน”
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องขบคิดร่วมกันต่อจากนี้ อาจไม่ใช่เพียงแค่ว่า “ใครมีสิทธิฟ้องใคร?” แต่คือ...
“เราจะปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้ไปเพื่อค้นหาความจริงและความเป็นธรรม หรือจะยอมให้มันถูกใช้เพื่อทำให้ใครบางคนหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดความจริงอีกต่อไป?”
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 30/5/69 #ราชกิจจานุเบกษา #ศาลฎีกา #มาตรา161_1 #ฟ้องปิดปาก #SLAPP #กระบวนการยุติธรรม #สิทธิมนุษยชน #กฎหมายไทย2569 #คุ้มครองเสรีภาพ #วัสติงสมิตร"
.jpg)
หลังจากโพสต์ของ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"ชอบบทความ/บทวิจารณ์ที่ท่านอาจารย์นำเสนอมาก ผู้อ่านได้ความรู้และข้อคิด เรื่องราวทันสมัย เป็นประโยชน์แก่สังคม มีความเป็นกลาง เสนอหลักการทางกฎหมาย ให้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนั้นๆ แก่สังคมไทยเราครับ ขอชื่นชมท่านอาจารย์ ครับ"
"ในฐานะที่ดิฉันถูกฟ้องปิดปาก รวม 4 คดี จากบริษัทเหมืองทองคำ และเจ้าหน้าที่ DSI กรณีเรียกร้องให้ตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่ทำสำนวนเอาผิดกับบริษัทเหมือง ทองคำไม่ครบ ข้อหาสำคัญหายจากสำนวน แม้ว่าศาลจะพิพากษายกฟ้องทั้งหมดในเวลาต่อมา แต่ก็ต้องผ่านกระบวนการเข้าสู่การพิจารณาของศาล ดังนั้นการที่ ท่านประธานศาลฎีกาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พศ 2569 ดังกล่าว จึงเป็นคุณต่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
ขอกราบขอบพระคุณท่านมา ณ โอกาสนี้ค่ะ"
"ขอบคุณประธานศาลฎีกาที่ช่วยให้ประชาชนมีความหวัง ความน่าเชื่อถือของศาลกลับคืนมาบ้าง อย่างไรก็ตามย่อมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลด้วย ที่จะนำคำแนะนำนี้ไปใช้หรือไม่ ก็ยังดีกว่าไม่มีคำแนะนำออกมาชี้แนะให้ศาลช่วยนำความยุติธรรมกลับคืนมา สู่สังคมไทยไปพลางๆก่อน และรอจนกว่าจะมีกฎหมายออกมาชัดเจน เรื่องการป้องกันฟ้องปิดปาก ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง"
"ขอบคุณที่บทความนี้บ่งบอกได้ชัดเจนว่า ควรมีกฎหมายใหม่บางเรื่องออกมาด้วย ด้วยความคาดหวังว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายจะเร่งดำเนินการต่อไป กระบวนการยุติธรรมเริ่มให้ความสว่างแก่ประชาชน
ต้นทางคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 จะเป็นประตูเปิดความสว่างออกจากความมืดมิดได้แค่ไหน เพียงใดบ้าง คนของความสว่างต้องร่วมด้วยช่วยกันผลักดันหลายๆ ทางเพื่อประชาชนส่วนรวมอย่างแท้จริง"
"หลักสุจริต ไม่สุจริต หลักนิติธรรมและหลักความชอบด้วยกฎหมาย"
"ขอบคุณครับ ขออนุญาตแชร์บทความครับ"
"ขอบคุณมากค่ะ "
"มีประโยชน์มากครับท่าน ขออนุญาตเผยแพร่ครับ"
.jpg)



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี