533.jpg
สกัดฟ้องคดีปิดปาก! วัส ติงสมิตร กางพัฒนาการกฎหมาย ที่คนไทยควรรู้

สกัดฟ้องคดีปิดปาก! วัส ติงสมิตร กางพัฒนาการกฎหมาย ที่คนไทยควรรู้

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.35 น.

27 พฤษภาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อ “การฟ้องคดี” กลายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน: ทำความรู้จักกฎหมาย Anti-SLAPP และพัฒนาการล่าสุดของไทย

ในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนควรมีสิทธิวิจารณ์ ตรวจสอบ ร้องเรียน และตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจของรัฐหรือภาคธุรกิจได้โดยสุจริต บ่อยครั้งที่เรามักเห็นข่าวผู้ที่ออกมาพูดเรื่องประโยชน์สาธารณะกลับถูกดำเนินคดีสวนกลับ ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จนเกิดคำถามสำคัญในสังคมว่า...


"การใช้สิทธิฟ้องร้องตามกฎหมาย กำลังถูกใช้เป็น 'อาวุธ' เพื่อทำให้ประชาชนเงียบเสียงลงหรือไม่?"

คำถามนี้นำไปสู่แนวคิดเรื่อง “การฟ้องปิดปาก” (SLAPP) และกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) ซึ่งกำลังเป็นสปอตไลท์ที่ทั่วโลกและประเทศไทยกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่งครับ

SLAPP คืออะไร? ทำไมต้องเรียกว่า "ฟ้องปิดปาก"

SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation แปลตรงตัวได้ว่า “การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน”

ลักษณะสำคัญของการฟ้องแบบนี้ โจทก์อาจไม่ได้มุ่งหวังผลแพ้-ชนะในชั้นศาลเป็นหลัก แต่เจตนาที่แท้จริงคือการสร้าง "สงครามจิตวิทยาและสงครามการเงิน" เพื่อให้จำเลย:

- เสียเวลาทำมาหากิน

- แบกรับค่าใช้จ่ายและค่าทนายความมหาศาล

- เกิดความหวาดกลัวและวิตกกังวล

- จนต้องยอมยุติการเคลื่อนไหว หยุดวิจารณ์ หรือถอนตัวไปเอง

- ใครคือเป้าหมาย? ส่วนใหญ่คือนักข่าว นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน ชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการที่กระทบชุมชน หรือผู้บริโภคที่รีวิวสินค้าตามจริง โดยมักเกิดในประเด็นร้อน เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม การเปิดโปงทุจริต สิทธิแรงงาน และสาธารณสุข

กฎหมาย Anti-SLAPP คืออะไร? ในต่างประเทศเขาทำกันอย่างไร

เป้าหมายของกฎหมาย Anti-SLAPP คือการทำหน้าที่เป็น "โล่" ไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือนไปใช้เป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพ ในต่างประเทศจึงมีการพัฒนากลไกที่ดุดันเพื่อดักคดีเหล่านี้ตั้งแต่หน้าประตูศาล เช่น:

- สหรัฐอเมริกา: มากกว่า 30 รัฐมีกฎหมายนี้ หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าตนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ โจทก์ต้องแบกภาระหนักในการพิสูจน์ว่าคดีมีมูลจริง หากทำไม่ได้ ศาลจะยกฟ้องอย่างรวดเร็ว (Early Dismissal) และโจทก์ต้องจ่ายค่าทนายความแทนจำเลยทั้งหมด!

- สหภาพยุโรป: มีการผลักดัน "Anti-SLAPP Directive" (กฎหมายของ Daphne) เพื่อคัดกรองคดีที่ไม่มีมูลความจริงออกไปตั้งแต่ระยะแรก พร้อมมาตรการลงโทษโจทก์ที่ฟ้องแกล้ง

- หันมามองประเทศไทย: มีกลไกนี้แล้วหรือยัง?

ประเทศไทยยังไม่มี "กฎหมาย Anti-SLAPP" ฉบับเฉพาะ (Standalone Act) แต่ที่ผ่านมาเราใช้วิธีสอดแทรกกลไกคัดกรองไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ได้แก่:

- มาตรา 161/1: ให้อำนาจศาลสั่ง "ไม่ประทับรับฟ้อง" หากพบว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือมุ่งกลั่นแกล้ง

- มาตรา 165/2: เปิดโอกาสให้จำเลยเสนอพยานหลักฐานหักล้างได้ตั้งแต่วันไต่สวนมูลฟ้อง (จากเดิมที่ฟังความข้างโจทก์ฝ่ายเดียว)

แต่ช่องว่างคืออะไร? ในทางปฏิบัติ กฎหมายสองมาตรานี้ยังถูกใช้อย่างจำกัด ขาดพฤติการณ์ชี้วัดที่ชัดเจน ทำให้ผู้ถูกฟ้องกลั่นแกล้งยังต้องแบกภาระคดีลากยาวเป็นปีๆ กว่าจะหลุดพ้น

พัฒนาการครั้งใหญ่ปี 2569: คำแนะนำของประธานศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 วงการกฎหมายไทยได้ก้าวไปอีกขั้น! เมื่อ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามใน “คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569”

คำแนะนำฉบับนี้เสมือนเป็น "คู่มือปลดล็อกดุลพินิจ" ให้ผู้พิพากษากล้าตัดตอนคดีฟ้องปิดปากได้แม่นยำขึ้น โดยระบุ "ตัวอย่างพฤติการณ์ฟ้องไม่สุจริต" ไว้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น:

1.แกล้งฟ้องไกลบ้าน: ยื่นฟ้องในศาลที่อยู่ห่างไกลภูมิลำเนาของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็น เพื่อให้จำเลยเหนื่อยและเสียค่าเดินทาง

2.ซอยฟ้องหลายคดี: ใช้เหตุการณ์เดียวกันแยกฟ้องกระจายหลายๆ คดี เพื่อสร้างภาระในการสู้คดีให้จำเลยรับมือไม่ไหว

3.ฟ้องเพื่อกดดันคนทำดี: ชี้เป้าไปที่การฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดโปงทุจริต

นอกจากนี้ ศาลยังสามารถมอบหมายให้ "เจ้าพนักงานคดี" เข้ามาช่วยแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องหลัง ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเหนื่อยรวบรวมหลักฐานสู้ทุนใหญ่เพียงลำพัง และมีระบบสมดุล (Balance) หากจำเลยแกล้งยกเรื่องนี้มาเตะถ่วง ศาลก็สั่งยุติได้ทันที

นอกจากกลไกของศาลแล้ว ฝั่งกฎหมายเฉพาะก็มีพัฒนาการขนานกัน โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ได้มีประกาศใช้ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งเพิ่มมาตรการเชิงรุก ในการคุ้มครองและช่วยเหลือ "ผู้เปิดโปงแจ้งเบาะแสการทุจริต" (Whistleblowers) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคประชาชนกล้าเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านการโกงมากขึ้นด้วย (มาตรา ถึง 132, 132/1 ถึง 132/3 และ 162(2))

เชื่อมโยงระดับโลก: หลักสิทธิมนุษยชนสากล และ UNGPs

แนวคิด Anti-SLAPP ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ลอยมาจากไหน แต่มีรากฐานมาจาก กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมสาธารณะ

ยิ่งไปกว่านั้น ในบริบทโลกยุคปัจจุบัน เรามีหลักการ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) หรือหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งวางอยู่บน 3 เสาหลัก:

1. Protect: รัฐต้องคุ้มครองประชาชน (ซึ่งไทยตอบรับโดยการออกแผนปฏิบัติการชาติ หรือ NAP ระยะที่ 2 และคำแนะนำของประธานศาลฎีกาฉบับปี 2569 นี้)

2. Respect: ภาคธุรกิจต้องเคารพสิทธิมนุษยชน การฟ้องปิดปากชาวบ้านหรือนักลงทุนจึงขัดต่อหลักการ ESG (Environmental, Social, Governance) และความยั่งยืนขององค์กรอย่างรุนแรง

3. Remedy: ผู้เสียหายต้องได้รับการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ

Anti-SLAPP ไม่ใช่เรื่อง "ห้ามฟ้องคดี"

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือ กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากไม่ได้มีไว้เพื่อ "ห้ามคนฟ้องคดี" หรือรอนสิทธิของผู้เสียหาย บุคคลหรือบริษัทที่ได้รับความเสียหายอย่างแท้จริง ย่อมมีสิทธิใช้ศาลเพื่อคุ้มครองและเรียกร้องความยุติธรรมได้เสมอ

แต่หัวใจคือการสร้าง "ความสมดุล" (Balance) ระหว่าง สิทธิในการฟ้องคดี กับ เสรีภาพของประชาชนในการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นอาวุธที่ใครจะหยิบมาใช้ทำลายความเงียบของสังคม

บทส่งท้าย: ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อพวกเราทุกคน?

ในระบอบประชาธิปไตย หากประชาชนต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัว... วิจารณ์ก็กลัวโดนปรับมหาศาล ร้องเรียนก็กลัวติดคุก สังคมจะเข้าสู่ภาวะ "เลือกที่จะเงียบ" (Chilling Effect) และเมื่อนั้น การทุจริตจะถูกเปิดโปงยากขึ้น ชุมชนจะสูญเสียอำนาจต่อรอง และสิทธิในรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นเพียงตัวหนังสือที่ไร้ความหมาย

โจทย์ใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า "ใครมีสิทธิฟ้อง?" แต่คือ "จะออกแบบกระบวนการอย่างไร ไม่ให้สิทธิในการฟ้องคดี กลายเป็นเครื่องมือทำให้สังคมเงียบเสียงไปเสียเอง" และ ป.วิ.อ. มาตรา 161/1 กับมาตรา 165/2 กฎหมาย ป.ป.ช. แก้ไขปี 2568 รวมถึงคำแนะนำของประธานศาลฎีกาปี 2569 ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นสังคมที่โปร่งใสและปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
27/5/69
#AntiSLAPP #ฟ้องปิดปาก #สิทธิมนุษยชน #ศาลยุติธรรม #คำแนะนำประธานศาลฎีกา2569 #ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน #UNGPs #Whistleblower #กฎหมายน่ารู้ #ประชาธิปไตย #วัสติงสมิตร

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top