วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์บทความวิเคราะห์เจาะลึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ จากกำแพงบังตึกแถว สู่การฟ้องปิดปาก (SLAPP) เมื่อสิทธิตามกฎหมาย… ต้องไม่ใช้เพื่อรังแกกัน โดยหยิบยกบรรทัดฐานทางกฎหมายในอดีตมาเปรียบเทียบกับปัญหาการฟ้องร้องปิดปากในปัจจุบัน โดยระบุว่า "จากกำแพงบังตึกแถว สู่ "การฟ้องปิดปาก" (SLAPP): เมื่อสิทธิตามกฎหมาย… ต้องไม่ใช้เพื่อรังแกกัน
การใช้สิทธิถือเป็นหลักการพื้นฐานของสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น "สิทธิในทรัพย์สิน" "สิทธิในการแสดงความคิดเห็น" หรือ "สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล" แต่ในสังคมประชาธิปไตย สิทธิเหล่านี้มิใช่อำนาจเด็ดขาดที่บุคคลจะนำไปใช้ได้อย่างไร้ขอบเขต หากเบื้องหลังของการใช้สิทธินั้น มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อสร้างความเสียหาย กลั่นแกล้ง หรือตัดตอนผู้อื่น กฎหมายย่อมต้องเข้ามาจำกัดและควบคุม! หลักการนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในคลาสสิกเคสอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15674/2555 ซึ่งแม้จะเป็นเพียงคดีพิพาทเรื่องกำแพงกั้นเขตที่ดินระหว่างเพื่อนบ้าน แต่กลับวางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับ “การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต” ที่สามารถนำมาอธิบายและเชื่อมโยงกับปัญหาการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจยิ่ง
คดีกำแพงบังตึกแถว: เมื่อกรรมสิทธิ์มิใช่อำนาจไร้ขอบเขต เรื่องราวเริ่มต้นจากที่ดินรูปสามเหลี่ยมชายธงผืนหนึ่ง ซึ่งมีความกว้างในส่วนที่กว้างที่สุดเพียงประมาณ 2 เมตร แต่ยาวถึง 40 เมตร เจ้าของที่ดิน (จำเลย) ได้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตทึบสูงถึง 2.70 เมตร ตลอดแนวเขตที่ดิน ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าตึกแถวของเพื่อนบ้านพอดี
.jpg)
ผลกระทบที่เกิดขึ้น:
• บดบังทัศนียภาพทั้งหมดจากตึกแถวไปยังถนนสายหลัก (สายสุพรรณบุรี - ชัยนาท หมายเลข 340)
• คนในตึกแถวมองไม่เห็นถนน และผู้สัญจรไปมาก็มองไม่เห็นหน้าตึกแถว
• ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจและการค้าขายของผู้ประกอบการในตึกแถวอย่างรุนแรง
แม้จำเลยจะยกข้อต่อสู้ว่า “ตนเองเป็นเจ้าของที่ดิน ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในการสร้างกำแพงเพื่อป้องกันการบุกรุกและป้องกันคนเอาขยะมาทิ้ง” แต่ศาลฎีกาใช้หลักเหตุผลและสภาพความเป็นจริงเข้าจับ โดยชี้ว่า...
หากจะกันขยะหรือแสดงแนวเขตจริง กำแพงไม่จำเป็นต้องหนาทึบและสูงถึง 2.70 เมตรเฉพาะฝั่งที่ติดกับตึกแถวเช่นนี้ ข้ออ้างของจำเลยจึงขาดเหตุผลอย่างสิ้นเชิง และแสดงให้เห็นเจตนาที่แท้จริงว่า "สร้างกำแพงเพื่อจงใจบดบังทัศนียภาพและทำลายการค้าขายของโจทก์"
ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกำแพงให้เหลือความสูงเพียง 1 เมตร เพื่อคงสิทธิในการแสดงเขตแดน แต่ไม่สร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น คดีนี้จึงทิ้งบทเรียนล้ำค่าไว้ว่า: “แม้จะมีสิทธิ แต่ก็ต้องใช้สิทธินั้นโดยสุจริต” หรือ “กรรมสิทธิ์มิใช่อำนาจไร้ขอบเขต”
มาตรา 421: หลักห้ามใช้สิทธิโดยมิชอบ (Abuse of Rights) ในทางกฎหมายแพ่ง บรรทัดฐานจากคดีกำแพงนี้มาจาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ที่บัญญัติไว้สั้นๆ แต่ทรงพลังว่า: “การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย” หลักการนี้อธิบายว่า กฎหมายรับรองสิทธิเพื่อให้มนุษย์ใช้ประโยชน์อย่างชอบธรรม มิใช่ให้หยิบสิทธิมาบังหน้าเพื่อใช้เป็นอาวุธกลั่นแกล้งหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนอื่น ดังนั้น หากการใช้สิทธิใดขาดเหตุผลอันสมควร และมีน้ำหนักมุ่งหมายสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบและสั่งระงับได้ทันที
.jpg)
วิเคราะห์ความเชื่อมโยงและความต่าง
• จุดร่วมเชิงปรัชญา (The Common Core): ทั้ง มาตรา 421 (ที่ใช้ในคดีฎีกานี้) และ Anti-SLAPP Law เกิดขึ้นมาจากแนวคิดเดียวกันคือ "กฎหมายจะไม่คุ้มครองบุคคลที่ใช้สิทธิบังหน้า แต่มีเจตนาทุจริตอยู่เบื้องหลัง" * ในฎีกานี้ จำเลยอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดิน (Right to Property) บังหน้าเพื่อแกล้งบดบังตึกแถว ในคดี SLAPP โจทก์อ้างสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (Right to Access to Justice) บังหน้าเพื่อปิดปากคนเห็นต่าง
• ความต่างด้านเครื่องมือ (Tools): ฎีกานี้เป็นเรื่องการกระทำทางกายภาพ (Physical Act) คือการสร้างกำแพง ศาลจึงใช้กฎหมายสารบัญญัติ (ป.พ.พ. ม.421) มาวินิจฉัยเพื่อจำกัดการกระทำนั้น
แต่ Anti-SLAPP เป็นเรื่องการกระทำทางกฎหมาย (Legal Act) คือการฟ้องคดี เครื่องมือของ Anti-SLAPP จึงเป็นกฎหมายวิธีพิจารณาความ (Procedural Law) เพื่อตัดตอนคดีไม่ให้รกโรงศาล และปกป้องจำเลยจากการถูกกลั่นแกล้งผ่านกระบวนการยุติธรรม
จากกำแพงคอนกรีตทึบ สู่กำแพงคดีความ "การฟ้องปิดปาก" (SLAPP) เมื่อเราขยับแว่นสายตาจากคดีแพ่งในอดีตมามองมิติสังคมในปัจจุบัน หลักการตามมาตรา 421 นี้ สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ "การฟ้องปิดปาก" หรือ SLAPP ได้อย่างแม่นยำ SLAPP หมายถึง การที่ผู้มีอำนาจหรือทุนใหญ่ ใช้สิทธิฟ้องร้องคดีต่อศาล โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างภาระทางกฎหมายให้แก่ ประชาชน นักกิจกรรม นักวิชาการ หรือสื่อมวลชน ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ลักษณะเด่นของคดีประเภทนี้คือ โจทก์อาจมีสิทธิฟ้องตามกฎหมายจริง (เช่น ฟ้องหมิ่นประมาท หรือไขข่าว) แต่เป้าหมายที่แท้จริงไม่ได้ต้องการความยุติธรรมหรือเงินรางวัล แต่ต้องการให้จำเลยเกิดความหวาดกลัว จนยอมหยุดพูดและหยุดตรวจสอบไปเอง โดยในต่างประเทศมีคำกล่าวที่เจ็บแสบว่า: “The process is the punishment” หรือ “กระบวนการฟ้องร้องนั่นเองคือการลงโทษ” เพราะแค่ต้องหาเงินค่าทนาย เดินทางไปศาล และแบกรับความเครียดหลายปี ประชาชนธรรมดาก็แทบจะหมดตัวและหมดไฟแล้ว
Anti-SLAPP Law: กลไกคัดกรองในต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหานี้ หลายประเทศทั่วโลกจึงได้มีการตรากฎหมายเฉพาะที่เรียกว่า Anti-SLAPP Law ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็น "โล่" คัดกรองคดีตั้งแต่เริ่มแรก โดยศาลจะพิจารณาว่า:
1.คดีนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะหรือไม่?
2. โจทก์ฟ้องเพื่อปกป้องสิทธิ หรือฟ้องเพื่อปิดปากคุกคาม? หากศาลพบว่าเป็นคดีกลั่นแกล้ง ศาลมีอำนาจ "ยกฟ้องทันที" ในระยะเริ่มต้น พร้อมสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทนายความคืนให้แก่จำเลยทั้งหมด เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือรังแกใคร
• McLibel Case (สหราชอาณาจักร): คดีประวัติศาสตร์ที่บริษัทฟาสต์ฟู้ดระดับโลกฟ้องนักกิจกรรมสองคนที่แจกใบปลิววิจารณ์บริษัท แม้ในแง่เทคนิคกฎหมายบริษัทจะชนะบางส่วน แต่ในแง่สังคมกลับสร้างกระแสตีกลับครั้งใหญ่ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของปัญหา SLAPP ระดับสากล
• คดีบริษัทพลังงานในสหรัฐฯ: มีการฟ้ององค์กรสิ่งแวดล้อมเรียกค่าเสียหายมหาศาลจากการประท้วงท่อส่งน้ำมัน ซึ่งกฎหมาย Anti-SLAPP ของสหรัฐฯ ได้เข้ามาบทบาทอย่างมากในการสกัดกั้นคำฟ้องเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียเสรีภาพในการมีส่วนร่วม [????????]
สถานการณ์ในประเทศไทย และ 3 คดีร่วมสมัยที่น่าจับตา ปัจจุบัน ประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมาย Anti-SLAPP สำหรับคดีแพ่งโดยเฉพาะ (มีเพียงคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161/1 และ 165/2 ที่ให้ศาลยกฟ้องคดีปิดปากได้) ทำให้ในทางแพ่ง หากชาวบ้านถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายหลายสิบล้าน ก็ยังต้องก้มหน้าสู้คดีไปจนจบกระบวนการ นี่คือ 3 ตัวอย่างคดีร่วมสมัยในไทยที่ภาคสังคมมองว่าเข้าข่ายปัญหา SLAPP:
คดีเหมืองทองกับชุมชนและสื่อมวลชน ข้อพิพาทกรณีผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองทองคำ ที่มีการฟ้องร้องแกนนำชาวบ้านและนักข่าวสายสิ่งแวดล้อมที่นำเสนอข้อมูลความเดือดร้อน โดยมีการเรียกค่าเสียหายจำนวนสูงมาก จนทำให้สังคมตั้งคำถามว่า นี่คือการฟ้องเพื่อปกป้องชื่อเสียงธุรกิจ หรือเพื่อกดดันไม่ให้ชาวบ้านส่งเสียงเรียกร้องสิทธิกันแน่?
คดีชาวบ้านคัดค้านเหมืองโปแตช กลุ่มผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนในภาคอีสานที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเหมืองโปแตช ถูกฟ้องร้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายหลักล้านจากการแสดงความคิดเห็นเรื่องผลกระทบต่อชุมชน แม้ในท้ายที่สุดศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะไม่มีมูลความจริงตามที่โจทก์อ้าง แต่ชาวบ้านก็ต้องสูญเสียทั้งเงิน เวลา และพลังกายพลังใจในการต่อสู้คดีเป็นเวลาหลายปี
คดีปลาหมอคางดำ (วิกฤตร่วมสมัยปี 2568-2569) มหากาพย์การระบาดของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่ทำลายระบบนิเวศและอาชีพของเกษตรกรอย่างมหาศาล นำไปสู่การตั้งคำถามและนำเสนอข้อมูลของนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบ แต่สิ่งที่ตามมาคือการถูกภาคเอกชนรายใหญ่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาล คดีนี้กลายเป็นข้อถกเถียงระดับชาติและระดับสากล (รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ UN) ในเรื่องการหา "จุดสมดุล" ระหว่างสิทธิการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ กับสิทธิในการปกป้องชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจ
บทเรียนจากกำแพงสู่อนาคตกฎหมายไทย: สิทธิการฟ้องร้อง ต้องไม่เป็นอาวุธทำร้ายประชาชน คดีเหมืองทอง คดีเหมืองโปแตช และคดีปลาหมอคางดำ ล้วนส่งสัญญาณและตั้งคำถามข้อเดียวกันกับที่ศาลฎีกาเคยตอบไว้ในคดีกำแพงบังตึกแถวตามมาตรา 421 ว่า: "เมื่อบุคคลใช้สิทธิฟ้องคดี ศาลควรดูแค่ว่าเขามีสิทธิฟ้องตามกฎหมายหรือไม่... หรือต้องพิจารณาไปถึงเจตนาและวัตถุประสงค์เบื้องหลังของการใช้สิทธินั้นด้วย?"
ในอนาคต หากประเทศไทยจะพัฒนากฎหมาย Anti-SLAPP สำหรับคดีแพ่ง ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม ศาลไทยจำเป็นต้องใช้ "วิธีคิดและแว่นตา" ดวงเดียวกับคดีกำแพงคอนกรีต นั่นคือ... ต้องไม่ตรวจสอบเพียงแค่ "โจทก์มีสิทธิฟ้องหรือไม่" แต่ต้องมองทะลุไปให้เห็นว่า "การฟ้องนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสิทธิโดยสุจริต หรือมีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อสร้างกำแพงคดีความมาปิดปากประชาชน" เพราะในสังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ สิทธิการฟ้องคดีเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องไม่ใช่สิทธิที่ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายล้างเสรีภาพและการตรวจสอบ อันเป็นหัวใจของหลักนิติรัฐและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงครับ
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 4/6/69 #กฎหมายน่ารู้ #ศาลฎีกา #สิทธิมนุษยชน #AntiSLAPP #ฟ้องปิดปาก #ปพพ421 #นิติรัฐ #ประโยชน์สาธารณะ #ปลาหมอคางดำ #ธรรมภิบาล #วัสติงสมิตร"
หลังจากที่โพสต์ของ นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นและขอนำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อเป็นจำนวนมาก เช่น
"เป็นประโยชน์มากครับท่าน ขออนุญาตเผยแพร่ครับ"
"ขออนุญาตแชร์ครับอาจารย์"
"ขออนุญาตแชร์ครับท่านอาจารย์"
"ขอบพระคุณครับอาจารย์***เป็นความรู้ด้านกฎหมายที่ดียิ่ง"
"ขอบคุณครับ"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี