543.jpg
วัส ติงสมิตร เจาะลึกคำวินิจฉัย ทำไมคณะกรรมการสรรหาฯ ชี้ หมอสรณ สละสิทธิ กสทช.

วัส ติงสมิตร เจาะลึกคำวินิจฉัย ทำไมคณะกรรมการสรรหาฯ ชี้ หมอสรณ สละสิทธิ กสทช.

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.16 น.

24 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกคำวินิจฉัย 1/2569: ทำไมคณะกรรมการสรรหาฯ ชี้ "หมอสรณ" สละสิทธิ กสทช.

สืบเนื่องจากสื่อมวลชนได้เผยแพร่ที่คำวินิจฉัย 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฉบับเต็ม เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครองชี้ขาดสถานะทางกฎหมายของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.


คำวินิจฉัยฉบับนี้ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนในทางบริหาร หากยังเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายมหาชนที่สำคัญยิ่งเกี่ยวกับลักษณะต้องห้าม ขอบเขตอำนาจขององค์กรสรรหา และผลกระทบต่อการบริหารจัดการองค์กรอิสระในระยะยาว โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาตามลำดับ ดังนี้

1.ที่มาของการตรวจสอบคุณสมบัติ
จุดเริ่มต้นของกรณีนี้เกิดจากคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. นายกรัฐมนตรีจึงส่งเรื่องไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาข้อกฎหมาย
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) มีความเห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงตรวจรักษาผู้ป่วยโดยได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นวันก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเพียง 1 วัน จึงเข้าข่ายฝ่าฝืนลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และสละสิทธิการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และเมื่อเหตุเกิด ก่อน วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง กฤษฎีกาจึงเห็นว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการสรรหา กสทช. (ชุดเดิม) ในการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 15/1 [????]
2. กระบวนการตรวจสอบและองค์ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ
ในชั้นการพิจารณา คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ลงมติชี้ขาดประเด็นองค์ประชุม แล้วดำเนินกระบวนการตามหลักกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาและเปิดโอกาสให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและยื่นพยานหลักฐานรวมระยะเวลาเกินกว่า 30 วัน ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิในการโต้แย้งอย่างครบถ้วน [????️]
3. ข้อโต้แย้งของ ศ.คลินิก นพ.สรณ
ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ยื่นหนังสือชี้แจงโต้แย้งทั้งในประเด็นอำนาจหน้าที่ กระบวนการ และข้อเท็จจริง รวม 5 ประเด็นหลัก ได้แก่:
(1) คณะกรรมการสรรหาฯ เป็นองค์กรชั่วคราวและสิ้นอำนาจหน้าที่ไปแล้วตั้งแต่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
(2) คัดค้านการเข้าร่วมเป็นกรรมการสรรหาของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไทย เนื่องจากไม่ใช่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ชุดเดิม
(3) คัดค้านอำนาจการตรวจสอบย้อนหลัง โดยเห็นว่าเมื่อมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งแล้ว คณะกรรมการสรรหาไม่อาจเพิกถอนหรือกระทบต่อพระบรมราชโองการได้
(4) คัดค้านสภาพความเป็นกลางของคณะกรรมการสรรหาฯ
(5) ในทางข้อเท็จจริง การเป็นแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงช่วงวันที่ 8 มกราคม – 12 เมษายน 2565 เป็นเพียง "การประกอบวิชาชีพอิสระ" มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล [????️]
4. มติชี้ขาดของคณะกรรมการสรรหาฯ ใน 3 ประเด็นหลัก
คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ลงมติชี้ขาดใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้:
• ประเด็นที่ 1 (เรื่องอำนาจหน้าที่): คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า มีอำนาจในการตรวจสอบและชี้ขาดตามมาตรา 15/1 เนื่องจากเหตุแห่งการขาดคุณสมบัติเกิดขึ้นก่อนวันแต่งตั้ง (โดย นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการสรรหาเสียงข้างน้อย เห็นว่าคณะกรรมการสรรหาสิ้นอำนาจลงแล้วตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง)
• ประเด็นที่ 2 (เรื่องลักษณะต้องห้าม): คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ (4 ต่อ 0) วินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่แพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็น "ลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ" อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2)
• ประเด็นที่ 3 (เรื่องผลทางกฎหมาย): คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ (4 ต่อ 0) วินิจฉัยว่า เมื่อไม่ได้แสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพต้องห้ามก่อนวันแต่งตั้ง ย่อมถือว่า "สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่แรก" ตามมาตรา 18 โดยผลของกฎหมาย [????]
5. การออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 และผลกระทบตามมาตรา 63/2
คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ออกคำสั่งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ชี้ขาดว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ สละสิทธิและสิ้นสภาพความเป็นกรรมการ กสทช. ทันที ซึ่งมติตามมาตรา 15/1 ถือเป็นที่สุดในทางบริหาร
ในส่วนของผลบังคับทางกฎหมาย พิจารณาตาม มาตรา 63/2 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562) คำสั่งทางปกครองเมื่อออกแล้วย่อมมีผลบังคับทันที การฟ้องคดีหรือโต้แย้งคำสั่งไม่เป็นเหตุให้ชะลอการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ "ทุเลาการบังคับไว้ก่อน"
ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับ ศ.คลินิก นพ.สรณ จึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้มติ หรือประกาศต่าง ๆ ของ กสทช. ที่ลงนามหลังจากนี้ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องเพิกถอนในภายหลังเนื่องจากทำโดยผู้ไม่มีอำนาจ [⚖️]
6. กรณี ศ.คลินิก นพ.สรณ ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่
ประเด็นที่น่าสนใจภายหลังคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่า ศ. คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตั้งแต่ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง คือ หากผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้ไม่อาจดำรงตำแหน่งต่อไปได้ การพ้นจากตำแหน่งจำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการหรือไม่
เมื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะพบว่า ตำแหน่งที่ต้องมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งมิได้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในเรื่องการพ้นจากตำแหน่ง หากสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1)ตำแหน่งที่ต้องมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง แต่การพ้นจากตำแหน่งไม่ต้องมีพระบรมราชโองการ ได้แก่
• ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
• ประธานและรองประธานวุฒิสภา
• นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
• ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
• กรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ตำแหน่งเหล่านี้ แม้การเข้าดำรงตำแหน่งจะต้องมีพระบรมราชโองการ แต่วิธีการพ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
2) ตำแหน่งที่ต้องมีพระบรมราชโองการทั้งการแต่งตั้งและการพ้นจากตำแหน่ง ได้แก่
• ผู้พิพากษาและตุลาการศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร
• ข้าราชการพลเรือนและข้าราชการทหารในตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และตำแหน่งเทียบเท่า
• กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
กฎหมายจึงถือว่าตำแหน่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดินหรือการใช้อำนาจของรัฐในระดับสูง การเข้าดำรงตำแหน่งและการสิ้นสุดสถานะจึงต้องดำเนินการผ่านพระบรมราชโองการ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติเป็นอย่างอื่นไว้อย่างชัดแจ้ง
ปัญหาอยู่ที่มาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ไว้ 3 กรณี คือ
1)กรรมการพ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระ ไม่ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
2) กรรมการตาย มีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ หรือ ลาออก ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
3) กรรมการพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
เมื่ออ่านบทบัญญัตินี้โดยลำพัง จะเห็นว่ากฎหมายรองรับเฉพาะกรณีที่ กรรมการซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์แล้ว ต่อมาภายหลังเกิดเหตุให้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม จึงต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
แต่กรณีของ ศ. คลินิก นพ.สรณ แตกต่างออกไป เพราะคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่า มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง กล่าวคือ เหตุแห่งการขาดคุณสมบัติไม่ได้เกิดขึ้นภายหลังเข้ารับตำแหน่ง แต่มีอยู่ก่อนแล้ว
กฎหมายมิได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่ากรณีเช่นนี้จะต้องดำเนินการอย่างไร จึงเกิดช่องว่างของกฎหมาย (legal gap) และเป็นที่มาของข้อถกเถียงในปัจจุบัน
ผู้เขียนเห็นว่า แม้จะมีข้อโต้แย้งได้ทั้งสองแนวทาง แต่เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 20 วรรคสอง และหลักความมั่นคงแห่งสถานะทางกฎหมาย (Legal Certainty) เมื่อบุคคลได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งและเข้าปฏิบัติหน้าที่แล้ว การยุติสถานะก็ควรดำเนินการในระดับเดียวกับการเข้าดำรงตำแหน่ง เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติยกเว้นไว้โดยชัดแจ้ง
ยิ่งไปกว่านั้น กสทช. เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแลคลื่นความถี่ อันเป็นทรัพยากรสาธารณะที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงของรัฐ และสิทธิในการสื่อสารของประชาชน การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการจึงควรดำเนินการโดยปราศจากข้อสงสัยในทางกฎหมาย ดังนั้น แม้ลักษณะต้องห้ามจะมีอยู่ก่อนการแต่งตั้ง ผู้เขียนเห็นว่า กรณีของ ศ. คลินิก นพ.สรณ ก็ควรนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
7. สิทธิการฟ้องต่อศาลปกครองและการขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราว
แม้คำวินิจฉัยตามมาตรา 15/1 จะเป็นที่สุดในทางบริหาร แต่ในทางตุลาการ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงมีสิทธินำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองไปฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย (พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 49 การฟ้องคดีปกครองจะต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีฯ)
พร้อมกันนี้ ในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ศ.คลินิก นพ.สรณ สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วยการ "ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569" ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา เพื่อให้สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ในระหว่างรอคำพิพากษาถึงที่สุดได้ [????]
8. ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างและการแก้ไขกฎหมาย
เพื่อป้องกันปัญหาความไม่ชัดเจนในลักษณะนี้ในอนาคต ขอเสนอแนะ 2 ประการ ดังนี้:
1) การบริหารจัดการในระยะสั้น: องค์กร กสทช. ควรให้รองประธาน กสทช. หรือคณะกรรมการที่เหลือ ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีคำสั่งเรื่องทุเลาการบังคับจากศาลปกครอง เพื่อรักษาความมั่นคงแห่งมติและลดความเสี่ยงทางกฎหมายขององค์กร
2) การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายในระยะยาว: กรณีนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างของ พ.ร.บ. กสทช. พ.ศ. 2553 ที่มาตรา 20 วรรคสอง ไม่ได้ระบุองค์กรชี้ขาดกรณีขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามระหว่างดำรงตำแหน่งไว้ชัดเจน จึงสมควรแก้ไข มาตรา 20 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. กสทช. พ.ศ. 2553 โดยกำหนดให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่เกิดขึ้น ภายหลังจากเข้ารับตำแหน่งแล้ว ได้โดยตรง เช่นเดียวกับมาตรา 20 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 (กสม.) และองค์กรอิสระอื่น เพื่อสร้างเอกภาพและความชัดเจนให้แก่องค์กรกำกับดูแลและองค์กรอิสระทั้งระบบอย่างถาวร
[????] บทส่งท้าย
กรณีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ถือเป็นหมุดหมายและบทเรียนครั้งสำคัญในวงการกฎหมายมหาชนไทย คำวินิจฉัยนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องย้อนหลังตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้าง "ระบบธรรมาภิบาลทางกฎหมาย (Legal Governance)" ที่เข้มแข็งภายในองค์กรกำกับดูแลระดับชาติ
ผลกระทบจากคดีนี้จะมิได้หยุดอยู่เพียงแค่สถานะการดำรงตำแหน่งของตัวบุคคลหรือการรอคำชี้ขาดจากศาลปกครองเท่านั้น หากแต่จะกลายเป็นบรรทัดฐานเร่งด่วนที่ส่งสัญญาณถึงฝ่ายนิติบัญญัติให้หันมาพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายขององค์กร กสทช. ให้มีความชัดเจน รัดกุม และไร้ช่องว่างทางอำนาจหน้าที่ ดังเช่นองค์กรอิสระอื่นๆ ที่มีบทบัญญัติลักษณะนี้ใช้บังคับอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อรักษาสภาพความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้แก่สังคมไทยสืบไป
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
24/7/69
#กสทช #ศคลินิกสรณ #คณะกรรมการสรรหา #คำสั่งทางปกครอง #กฎหมายปกครอง #มาตรา63_2 #มาตรา15_1 #สละสิทธิ #องค์กรอิสระ #ศาลปกครอง #ธรรมภิบาล #ข้อเสนอแนะแก้ไขกฎหมาย #วัสติงสมิตร

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top