วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
24 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกคำวินิจฉัย 1/2569: ทำไมคณะกรรมการสรรหาฯ ชี้ "หมอสรณ" สละสิทธิ กสทช.
สืบเนื่องจากสื่อมวลชนได้เผยแพร่ที่คำวินิจฉัย 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฉบับเต็ม เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครองชี้ขาดสถานะทางกฎหมายของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
คำวินิจฉัยฉบับนี้ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนในทางบริหาร หากยังเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายมหาชนที่สำคัญยิ่งเกี่ยวกับลักษณะต้องห้าม ขอบเขตอำนาจขององค์กรสรรหา และผลกระทบต่อการบริหารจัดการองค์กรอิสระในระยะยาว โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาตามลำดับ ดังนี้
1.ที่มาของการตรวจสอบคุณสมบัติ
จุดเริ่มต้นของกรณีนี้เกิดจากคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. นายกรัฐมนตรีจึงส่งเรื่องไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาข้อกฎหมาย
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) มีความเห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงตรวจรักษาผู้ป่วยโดยได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นวันก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเพียง 1 วัน จึงเข้าข่ายฝ่าฝืนลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และสละสิทธิการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และเมื่อเหตุเกิด ก่อน วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง กฤษฎีกาจึงเห็นว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการสรรหา กสทช. (ชุดเดิม) ในการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 15/1 [????]
2. กระบวนการตรวจสอบและองค์ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ
ในชั้นการพิจารณา คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ลงมติชี้ขาดประเด็นองค์ประชุม แล้วดำเนินกระบวนการตามหลักกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาและเปิดโอกาสให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและยื่นพยานหลักฐานรวมระยะเวลาเกินกว่า 30 วัน ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิในการโต้แย้งอย่างครบถ้วน [????️]
3. ข้อโต้แย้งของ ศ.คลินิก นพ.สรณ
ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ยื่นหนังสือชี้แจงโต้แย้งทั้งในประเด็นอำนาจหน้าที่ กระบวนการ และข้อเท็จจริง รวม 5 ประเด็นหลัก ได้แก่:
(1) คณะกรรมการสรรหาฯ เป็นองค์กรชั่วคราวและสิ้นอำนาจหน้าที่ไปแล้วตั้งแต่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
(2) คัดค้านการเข้าร่วมเป็นกรรมการสรรหาของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไทย เนื่องจากไม่ใช่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ชุดเดิม
(3) คัดค้านอำนาจการตรวจสอบย้อนหลัง โดยเห็นว่าเมื่อมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งแล้ว คณะกรรมการสรรหาไม่อาจเพิกถอนหรือกระทบต่อพระบรมราชโองการได้
(4) คัดค้านสภาพความเป็นกลางของคณะกรรมการสรรหาฯ
(5) ในทางข้อเท็จจริง การเป็นแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงช่วงวันที่ 8 มกราคม – 12 เมษายน 2565 เป็นเพียง "การประกอบวิชาชีพอิสระ" มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล [????️]
4. มติชี้ขาดของคณะกรรมการสรรหาฯ ใน 3 ประเด็นหลัก
คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ลงมติชี้ขาดใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้:
• ประเด็นที่ 1 (เรื่องอำนาจหน้าที่): คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า มีอำนาจในการตรวจสอบและชี้ขาดตามมาตรา 15/1 เนื่องจากเหตุแห่งการขาดคุณสมบัติเกิดขึ้นก่อนวันแต่งตั้ง (โดย นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการสรรหาเสียงข้างน้อย เห็นว่าคณะกรรมการสรรหาสิ้นอำนาจลงแล้วตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง)
• ประเด็นที่ 2 (เรื่องลักษณะต้องห้าม): คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ (4 ต่อ 0) วินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่แพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็น "ลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ" อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2)
• ประเด็นที่ 3 (เรื่องผลทางกฎหมาย): คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ (4 ต่อ 0) วินิจฉัยว่า เมื่อไม่ได้แสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพต้องห้ามก่อนวันแต่งตั้ง ย่อมถือว่า "สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่แรก" ตามมาตรา 18 โดยผลของกฎหมาย [????]
5. การออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 และผลกระทบตามมาตรา 63/2
คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ออกคำสั่งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ชี้ขาดว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ สละสิทธิและสิ้นสภาพความเป็นกรรมการ กสทช. ทันที ซึ่งมติตามมาตรา 15/1 ถือเป็นที่สุดในทางบริหาร
ในส่วนของผลบังคับทางกฎหมาย พิจารณาตาม มาตรา 63/2 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562) คำสั่งทางปกครองเมื่อออกแล้วย่อมมีผลบังคับทันที การฟ้องคดีหรือโต้แย้งคำสั่งไม่เป็นเหตุให้ชะลอการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ "ทุเลาการบังคับไว้ก่อน"
ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับ ศ.คลินิก นพ.สรณ จึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้มติ หรือประกาศต่าง ๆ ของ กสทช. ที่ลงนามหลังจากนี้ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องเพิกถอนในภายหลังเนื่องจากทำโดยผู้ไม่มีอำนาจ [⚖️]
6. กรณี ศ.คลินิก นพ.สรณ ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่
ประเด็นที่น่าสนใจภายหลังคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่า ศ. คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตั้งแต่ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง คือ หากผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้ไม่อาจดำรงตำแหน่งต่อไปได้ การพ้นจากตำแหน่งจำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการหรือไม่
เมื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะพบว่า ตำแหน่งที่ต้องมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งมิได้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในเรื่องการพ้นจากตำแหน่ง หากสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1)ตำแหน่งที่ต้องมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง แต่การพ้นจากตำแหน่งไม่ต้องมีพระบรมราชโองการ ได้แก่
• ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
• ประธานและรองประธานวุฒิสภา
• นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
• ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
• กรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ตำแหน่งเหล่านี้ แม้การเข้าดำรงตำแหน่งจะต้องมีพระบรมราชโองการ แต่วิธีการพ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
2) ตำแหน่งที่ต้องมีพระบรมราชโองการทั้งการแต่งตั้งและการพ้นจากตำแหน่ง ได้แก่
• ผู้พิพากษาและตุลาการศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร
• ข้าราชการพลเรือนและข้าราชการทหารในตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และตำแหน่งเทียบเท่า
• กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
กฎหมายจึงถือว่าตำแหน่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดินหรือการใช้อำนาจของรัฐในระดับสูง การเข้าดำรงตำแหน่งและการสิ้นสุดสถานะจึงต้องดำเนินการผ่านพระบรมราชโองการ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติเป็นอย่างอื่นไว้อย่างชัดแจ้ง
ปัญหาอยู่ที่มาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ไว้ 3 กรณี คือ
1)กรรมการพ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระ ไม่ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
2) กรรมการตาย มีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ หรือ ลาออก ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
3) กรรมการพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
เมื่ออ่านบทบัญญัตินี้โดยลำพัง จะเห็นว่ากฎหมายรองรับเฉพาะกรณีที่ กรรมการซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์แล้ว ต่อมาภายหลังเกิดเหตุให้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม จึงต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
แต่กรณีของ ศ. คลินิก นพ.สรณ แตกต่างออกไป เพราะคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่า มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง กล่าวคือ เหตุแห่งการขาดคุณสมบัติไม่ได้เกิดขึ้นภายหลังเข้ารับตำแหน่ง แต่มีอยู่ก่อนแล้ว
กฎหมายมิได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่ากรณีเช่นนี้จะต้องดำเนินการอย่างไร จึงเกิดช่องว่างของกฎหมาย (legal gap) และเป็นที่มาของข้อถกเถียงในปัจจุบัน
ผู้เขียนเห็นว่า แม้จะมีข้อโต้แย้งได้ทั้งสองแนวทาง แต่เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 20 วรรคสอง และหลักความมั่นคงแห่งสถานะทางกฎหมาย (Legal Certainty) เมื่อบุคคลได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งและเข้าปฏิบัติหน้าที่แล้ว การยุติสถานะก็ควรดำเนินการในระดับเดียวกับการเข้าดำรงตำแหน่ง เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติยกเว้นไว้โดยชัดแจ้ง
ยิ่งไปกว่านั้น กสทช. เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแลคลื่นความถี่ อันเป็นทรัพยากรสาธารณะที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงของรัฐ และสิทธิในการสื่อสารของประชาชน การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการจึงควรดำเนินการโดยปราศจากข้อสงสัยในทางกฎหมาย ดังนั้น แม้ลักษณะต้องห้ามจะมีอยู่ก่อนการแต่งตั้ง ผู้เขียนเห็นว่า กรณีของ ศ. คลินิก นพ.สรณ ก็ควรนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
7. สิทธิการฟ้องต่อศาลปกครองและการขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราว
แม้คำวินิจฉัยตามมาตรา 15/1 จะเป็นที่สุดในทางบริหาร แต่ในทางตุลาการ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงมีสิทธินำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองไปฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย (พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 49 การฟ้องคดีปกครองจะต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีฯ)
พร้อมกันนี้ ในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ศ.คลินิก นพ.สรณ สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วยการ "ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569" ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา เพื่อให้สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ในระหว่างรอคำพิพากษาถึงที่สุดได้ [????]
8. ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างและการแก้ไขกฎหมาย
เพื่อป้องกันปัญหาความไม่ชัดเจนในลักษณะนี้ในอนาคต ขอเสนอแนะ 2 ประการ ดังนี้:
1) การบริหารจัดการในระยะสั้น: องค์กร กสทช. ควรให้รองประธาน กสทช. หรือคณะกรรมการที่เหลือ ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีคำสั่งเรื่องทุเลาการบังคับจากศาลปกครอง เพื่อรักษาความมั่นคงแห่งมติและลดความเสี่ยงทางกฎหมายขององค์กร
2) การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายในระยะยาว: กรณีนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างของ พ.ร.บ. กสทช. พ.ศ. 2553 ที่มาตรา 20 วรรคสอง ไม่ได้ระบุองค์กรชี้ขาดกรณีขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามระหว่างดำรงตำแหน่งไว้ชัดเจน จึงสมควรแก้ไข มาตรา 20 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. กสทช. พ.ศ. 2553 โดยกำหนดให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่เกิดขึ้น ภายหลังจากเข้ารับตำแหน่งแล้ว ได้โดยตรง เช่นเดียวกับมาตรา 20 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 (กสม.) และองค์กรอิสระอื่น เพื่อสร้างเอกภาพและความชัดเจนให้แก่องค์กรกำกับดูแลและองค์กรอิสระทั้งระบบอย่างถาวร
[????] บทส่งท้าย
กรณีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ถือเป็นหมุดหมายและบทเรียนครั้งสำคัญในวงการกฎหมายมหาชนไทย คำวินิจฉัยนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องย้อนหลังตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้าง "ระบบธรรมาภิบาลทางกฎหมาย (Legal Governance)" ที่เข้มแข็งภายในองค์กรกำกับดูแลระดับชาติ
ผลกระทบจากคดีนี้จะมิได้หยุดอยู่เพียงแค่สถานะการดำรงตำแหน่งของตัวบุคคลหรือการรอคำชี้ขาดจากศาลปกครองเท่านั้น หากแต่จะกลายเป็นบรรทัดฐานเร่งด่วนที่ส่งสัญญาณถึงฝ่ายนิติบัญญัติให้หันมาพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายขององค์กร กสทช. ให้มีความชัดเจน รัดกุม และไร้ช่องว่างทางอำนาจหน้าที่ ดังเช่นองค์กรอิสระอื่นๆ ที่มีบทบัญญัติลักษณะนี้ใช้บังคับอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อรักษาสภาพความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้แก่สังคมไทยสืบไป
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
24/7/69
#กสทช #ศคลินิกสรณ #คณะกรรมการสรรหา #คำสั่งทางปกครอง #กฎหมายปกครอง #มาตรา63_2 #มาตรา15_1 #สละสิทธิ #องค์กรอิสระ #ศาลปกครอง #ธรรมภิบาล #ข้อเสนอแนะแก้ไขกฎหมาย #วัสติงสมิตร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี