วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 16 กรกฎาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับ ข้าวแกง 40 บาท ช่วยใครไม่ได้จริง หรือพรรคส้มรีบประกาศผล ก่อนโครงการจะเกิด โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "ข้าวแกง 40 บาท “ช่วยใครไม่ได้จริง” หรือพรรคส้มรีบประกาศผล ก่อนโครงการจะเกิด? #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
______________________________________________
ผมเห็นด้วยกับคุณสิทธิพล วิบูลย์ธนากุลอยู่เรื่องหนึ่ง นโยบายของรัฐทุกโครงการควรถูกตรวจสอบว่าใช้งบประมาณเท่าไร ครอบคลุมประชาชนกี่คน กระจายไปถึงพื้นที่ใด และให้ผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่
แต่การตรวจสอบที่ดีต้องเริ่มจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่เริ่มจากคำตัดสินที่เตรียมไว้ล่วงหน้า คุณสิทธิพลกล่าวว่าโครงการข้าวแกง 40 บาท “ช่วยใครไม่ได้จริง” และสรุปว่า “ไม่ได้ตอบโจทย์ใครเลย”
______________________________________________
.jpg)
ปัญหาคือ โครงการนี้ยังไม่ทันเกิดขึ้น ตัวเลข 40 บาทยังไม่ใช่ราคาสุดท้าย รายละเอียดการสนับสนุน จำนวนร้านค้า งบประมาณ ระยะเวลา และพื้นที่ดำเนินงานยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่ได้เสนอคณะรัฐมนตรี และในที่สุดคุณศุภจีก็ระงับการเสนอเพื่อนำกลับไปทบทวนหลังรับฟังเสียงวิจารณ์
คำถามง่าย ๆ คือ เมื่อโครงการยังไม่มีรูปแบบสุดท้าย ยังไม่เริ่มดำเนินการ และยังไม่มีข้อมูลผลลัพธ์ คุณสิทธิพลทราบได้อย่างไรว่า “ช่วยใครไม่ได้จริง”? การวิจารณ์ความเป็นไปได้ของโครงการทำได้
แต่การประกาศผลลัพธ์ของโครงการก่อนที่โครงการจะเกิดขึ้น ไม่เรียกว่าการประเมินนโยบาย มันคือการเขียนคำพิพากษาก่อนเปิดสำนวน
______________________________________________
1. “ไม่มีใครเสียดาย” ไม่ใช่หลักฐานทางนโยบาย คุณสิทธิพลตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อนโยบายถูกชะลอ “ไม่มีใครเสียดาย” จึงอาจแปลว่าโครงการไม่ได้ตอบโจทย์ใคร คำถามคือ คำว่า “ไม่มีใคร” มาจากการสำรวจประชาชนกี่คน? สำรวจผู้มีรายได้น้อยกี่จังหวัด? สอบถามผู้ประกอบการร้านอาหารกี่ราย? แยกคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และยังไม่ตัดสินใจอย่างไร? หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ คำว่า “ไม่มีใครเสียดาย” ก็เป็นเพียงความรู้สึกจากเสียงบางส่วนในพื้นที่สื่อ ไม่ใช่หลักฐานแทนประชาชนทั้งประเทศ
______________________________________________
2. น้ำมันคือ “ต้นทุนหนึ่ง” ไม่ใช่ “ต้นเหตุเดียว” คุณสิทธิพลอธิบายว่า ปัญหาค่าครองชีพมีต้นเหตุจากราคาน้ำมัน เมื่อปล่อยให้น้ำมันแพงจนสินค้าปรับราคาขึ้น แม้น้ำมันลดลง สินค้าก็มักไม่ลดราคาตาม หลักคิดเรื่องราคาสินค้าที่ปรับลงช้ากว่าต้นทุนบางชนิดนั้นฟังขึ้น แต่ข้อสรุปว่า การแก้ปัญหาข้าวแกงต้องเริ่มและจบที่ราคาน้ำมัน เป็นการย่อปัญหาหลายตัวแปรให้เหลือสาเหตุเดียว ต้นทุนข้าวแกงไม่ได้มีเพียงน้ำมัน แต่ประกอบด้วยวัตถุดิบ แก๊สหุงต้ม ค่าแรง ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ การขนส่ง และต้นทุนทางการเงิน คุณศุภจีระบุเรื่องนี้อย่างชัดเจน พร้อมมอบหมายให้เชื่อมวัตถุดิบจากเกษตรกรถึงร้านอาหารโดยตรง เพื่อลดต้นทุนและช่วยเกษตรกรไปพร้อมกัน
ที่สำคัญ ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ภาษีลาภลอย และนโยบายพลังงาน ไม่ได้อยู่ในอำนาจของกระทรวงพาณิชย์ฝ่ายเดียว เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเรื่องนี้ได้ แต่จะเอาเครื่องมือที่อยู่ในความรับผิดชอบของหลายกระทรวง มาสรุปเป็นความล้มเหลวเฉพาะตัวของรัฐมนตรีพาณิชย์คนเดียว ย่อมไม่ตรงกับโครงสร้างการบริหารราชการ และถ้าคุณสิทธิพลเชื่อจริงว่า ราคาสินค้าไม่ลดลงตามราคาน้ำมันโดยง่าย นั่นยิ่งเป็นเหตุผลว่า เหตุใดรัฐจึงอาจต้องมีมาตรการช่วยลดภาระระยะสั้น ระหว่างรอการแก้ต้นทุนในภาพใหญ่
______________________________________________

3. มาตรการเฉพาะกลุ่มไม่จำเป็นต้องครอบคลุมคนทั้งประเทศ จึงจะมีประโยชน์ คุณสิทธิพลวิจารณ์ว่า โครงการของกระทรวงพาณิชย์ช่วยคนได้ไม่มาก ไม่ได้สัดส่วนกับขนาดของปัญหา และยกกรณีรถพุ่มพวงเป็นตัวอย่าง
ข้อทักท้วงเรื่องขนาดและความครอบคลุมเป็นคำถามที่ควรถาม แต่ต้องไม่ตั้งมาตรฐานผิดว่า โครงการใดก็ตามจะมีคุณค่าได้ ก็ต่อเมื่อช่วยประชาชนทุกคนพร้อมกัน ในโลกนโยบายมีทั้ง มาตรการถ้วนหน้า มาตรการเฉพาะกลุ่ม โครงการนำร่อง มาตรการฉุกเฉินและการปฏิรูปโครงสร้าง แต่ละชนิดมีวัตถุประสงค์และเกณฑ์วัดผลต่างกัน โครงการข้าวแกงราคาประหยัดไม่ได้ถูกเสนอให้เป็นยารักษาความยากจนทั้งประเทศ แต่เป็น “ทางเลือกเพิ่ม เติม” สำหรับผู้มีรายได้น้อยและมนุษย์เงินเดือน โดยใช้ร้านค้าที่สมัครใจจากฐานร้านค้ากว่า 200,000 แห่ง และพิจารณาสนับสนุนต้นทุนเพื่อให้ร้านสามารถจัดเมนูราคาประหยัดได้
เพราะฉะนั้น หากใช้มาตรฐานว่าต้องครอบคลุมทุกคนจึงจะเรียกว่าช่วยได้ นโยบายเฉพาะกลุ่มแทบทุกชนิดก็ต้องถูกประกาศว่าล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
______________________________________________
4. เอาปัญหาของโครงการอื่นมาพิสูจน์ว่าโครงการนี้ล้มเหลวไม่ได้ คุณสิทธิพลยกปัญหาเกณฑ์รายได้ของร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งทำให้ร้านค้าที่มีรายได้เกินเกณฑ์บางส่วนเข้าร่วมไม่ได้ เรื่องนี้เป็นประเด็นจริงที่รัฐบาลควรรับฟัง และควรพิจารณาว่าเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีหรือไม่ มีผู้ประกอบการออกมาเรียกร้องให้ปรับเกณฑ์นี้จริง แต่ต้องแยกให้ออกว่าการที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีข้อบกพร่องเรื่องเกณฑ์ผู้เข้าร่วมไม่ได้พิสูจน์ว่าแนวคิดข้าวแกงราคาประหยัดไม่มีประโยชน์ มันพิสูจน์ได้เพียงว่า เกณฑ์ของโครงการเดิมควรถูกปรับปรุง การนำปัญหาของโครงการหนึ่งมาใช้ตัดสินอีกโครงการหนึ่ง โดยยังไม่ตรวจสอบการออกแบบของโครงการใหม่ เรียกว่าเปลี่ยนประเด็น ไม่ใช่พิสูจน์ข้อกล่าวหา
______________________________________________
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
5. ถ้าต้องการให้รับฟังประชาชน เมื่อเขารับฟังแล้วก็ไม่ควรใช้การรับฟังเป็นหลักฐานว่าเขาล้มเหลว คุณสิทธิพลเริ่มต้นด้วยการบอกว่าเห็นด้วยกับการทบทวนและการเปิดใจรับฟังผู้เห็นต่าง แต่จากนั้นกลับใช้การชะลอโครงการมาอธิบายว่า โครงการไม่ได้ตอบโจทย์ใครและสะท้อนความล้มเหลวในการบริหาร นี่คือเงื่อนไขที่คนทำนโยบายไม่มีทางทำถูกเดินหน้าต่อ ก็บอกว่าไม่ฟังประชาชน พอรับฟังและชะลอทบทวน ก็บอกว่าโครงการล้มเหลว
______________________________________________
6. ปัญหายังไม่หมด ไม่ได้แปลว่ามาตรการทุกอย่างไม่มีผล คุณสิทธิพลสรุปว่า ประชาชนยังรู้สึกว่าปัญหาไม่หายไป จึงสะท้อนว่าการบริหารของคุณศุภจียังแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ค่าครองชีพเป็นปัญหาระดับประเทศที่เกิดจากพลังงาน รายได้ ค่าแรง หนี้ครัวเรือน ผลผลิต การแข่งขัน ค่าเช่า และเศรษฐกิจโลก ไม่มีรัฐมนตรีคนใดหรือมาตรการเดียวทำให้ปัญหาทั้งหมดหายไปได้ทันที การเห็นว่าปัญหายังอยู่ แล้วสรุปว่าทุกมาตรการที่ผ่านมาไม่มีผล ก็เหมือนเห็นว่าผู้ป่วยยังไม่หาย แล้วสรุปว่ายาทุกชนิดที่ได้รับไม่มีประโยชน์ โดยไม่ตรวจว่าหากไม่รักษา อาการอาจหนักกว่านี้เพียงใด ผมไม่เห็นด้วยกับการนำโครงการที่ยังเป็นเพียงแนวคิด ยังไม่มีรูปแบบสุดท้าย และยังไม่เคยดำเนินการ มาประกาศว่า “ช่วยใครไม่ได้จริง” เพราะคำพูดนั้นไม่ได้เกิดจากผลการประเมิน มันเกิดจากการตัดสินทางการเมือง
______________________________________________
คุณสิทธิพลกล่าวหาว่ากระทรวงพาณิชย์ทำโครงการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่า “ทำแล้ว” แต่เมื่อพิจารณาข้อกล่าวหานี้อย่างละเอียด ผมก็อดถามกลับไม่ได้ว่า การรีบประกาศว่าโครงการ “ช่วยใครไม่ได้จริง” ทั้งที่โครงการยังไม่เกิดขึ้นนั้นเป็นการตรวจสอบนโยบายอย่างมีหลักฐานหรือเป็นเพียงการทำเพื่อให้ได้ชื่อว่า “ค้านแล้ว” การทำงานแบบพรรคส้ม เน้นค้านเอาไว้ก่อน พ่อทอนสอนไว้ แต่ค้านเก่งไม่เท่ากับแก้ปัญหาเก่ง และทำให้ทุกข้อเสนอดูแย่ ไม่ได้แปลว่าตัวเองมีข้อเสนอที่ดีกว่า
______________________________________________
การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน แต่ฝ่ายค้านที่มีคุณภาพ ไม่ควรเพียงชี้ว่ารัฐบาลทำอะไรผิด ต้องอธิบายด้วยว่า ทางเลือกที่ตนเสนอดีกว่าอย่างไร ใช้งบเท่าไร อยู่ในอำนาจของหน่วยงานใด ครอบคลุมใคร และจะวัดผลอย่างไร เพราะการบอกว่า “ต้องทำให้ครอบคลุมกว่านี้” โดยไม่บอกว่า “ทำอย่างไร” นั้น ยังไม่ใช่นโยบายทางเลือก มันเป็นเพียงประโยคที่ใคร ๆ ก็พูดได้"
หลังจากโพสต์ของ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"อาจารย์วิเคราะห์ได้ดีมีเหตุและผลแต่คนที่เห็นคนอื่นทำงานมีผลงานมาให้เห็นตัวเองไม่เคยทำประโยชน์ให้บ้านเมืองเข้าข่ายอิจฉาตาร้อนก็แค่นั้นเอง"
"อยากให้ลองทำดูคะอาจช่วยระดับคนชั้นกลางและพวกวัยรุ่นได้กินของดีราคาถูกคะทดลองประมาณ 100-1000ร้านก่อนก็ได้คะ"
"ส้มบอกไม่ต้องทำอะไรแค่แก้รัฐธรรมนูญทุกอย่างจะดีเอง ยาวิเศษ 55555"
"เห็นด้วยค่ะ ขอเป็นกำลังใจคุณค่ะ"
"แนวทางที่ก.พานิชย์จะทำให้ข้าวแกงราคาถูกลง น่าจะเป็นการจัดหาวัตถุดิบราคาถูกให้กับร้านข้าวแกงจากเกษตรโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซิ่งจะได้ประโยชน์สองทาง ช่วยเกษตรกรและร้านข้าวแกง แถมประชาชนยังได้กินข้าวแกงราคาถูกอีก แค่ทำแอปซื้อขายออนไลน์ ก.พานิชย์เป็นคนกลาง เกษตรกรขายผลิตผลทางการเกษตรผ่านแอปก็จะมีคนมารับผลิตผลถึงที่ แล้วส่งไปเก็บที่ศูนย์กระจายสินค้า ร้านข้าวแกงก็เข้าแอปเลือกซื้อวัตถุดิบที่ร้านต้องการผ่านแอปตลาดออนไลน์ของก.พานิชย์ แล้วก็จะมีคนมาส่งวัตถุดิบให้ถึงที่ร้าน สะดวกกับทุกฝ่าย"
"มาถูกทางที่สุดแล้วครับ รับวัตถุดิบจากเกษตรกรโดยตรงแล้วส่งให้ตลาด ทำให้ขายผลิตผลการเกษตรได้ในราคาที่ดี และผู้ซื้อก็ซื้อได้ถูกกว่า เมื่อผนวกกับการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ต้นทุนก็จะถูกลง แล้วแม่ค้าก็จะสามารถแข่งกันลดราคาได้โดยที่ตัวเองไม่เข้าเนื้อ (ถ้าต้องแข่งขันกัน ยังไงๆ ก็จะมีคนแข่งกันที่ราคา) ส่วนค่าแรง คงไม่มีใครอยากลด มีแต่อยากเพิ่ม ถ้าต้นทุนอย่างอื่นลดลง ก็มีเงินที่จะเพิ่มค่าแรงได้ โดยไม่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น แน่นอนว่าต้องอาศัยการทำงานร่วมกันข้ามสายงานจำนวนมาก ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงานเหมือนสมัยก่อน"
"ชอบค่ะอาจารย์วิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผลเข้าใจง่ายอยากให้พวกเขาได้อ่านเพื่อประเทืองปัญญาค่ะ"
"คุณเอ็ดดี้วิเคราะห์ได้ละเอียดมากๆ #ค้านไว้ก่อน พ่อทอนสอนไว้ ฝ่ายค้านแบบนี้ไม่มีประโยชน์อะไรกับประเทศชาติจริงๆๆ"
"ตลาดแถวบางซื่อ บางซ่อน บางโพ เฉลี่ย 40-50 บาท + ซึ่งแล้วแต่เพิ่มกับข้าว แกงถุง 50 -80 บาท แล้วแต่คุณภาพ"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี