วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
31 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โล่กำบัง สส. หรือ เกราะคุ้มครองประชาชน? เจาะลึก “เอกสิทธิ์-ความคุ้มกัน” รัฐสภา ผ่านมติร้อน “ชนนพัฒฐ์ พรรคกล้าธรรม”
กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่เขย่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบนิติบัญญัติไทยอีกครั้ง! เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 308 ต่อ 126 เสียง ปฏิเสธที่จะส่งตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาร้ายแรงฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การโหวตธรรมดา ๆ แต่เป็นการจุดชนวนการถกเถียงโต้แย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทย ระหว่าง "หลักการคุ้มครองการทำหน้าที่ของผู้แทน" กับ "การแสวงหาความยุติธรรมที่ไม่ควรมีข้อยกเว้น"
วันนี้เราจะพาทุกคนลัดเลาะประวัติศาสตร์ ดำดิ่งสู่ข้อกฎหมาย และย้อนดูอดีตว่าสภาไทยเคย "ปลดล็อก" ส่งตัว สส. ไปดำเนินคดีบ้างหรือไม่!
ต้นกำเนิดจากอังกฤษ: สู่หลักสากลระบอบรัฐสภา
รู้หรือไม่ว่า หลักการคุ้มครองสมาชิกรัฐสภาไม่ได้เพิ่งมีในไทย แต่เป็นหลักกฎหมายระดับโลกที่เรียกว่า "Parliamentary privilege" (เอกสิทธิ์รัฐสภา) ซึ่งริเริ่มขึ้นในรัฐสภาอังกฤษตั้งแต่ปลายยุคกลาง และแพร่กระจายไปทั่วโลกผ่านระบบเวสต์มินสเตอร์
จุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์: เกิดขึ้นเมื่อ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 พยายามนำกำลังบุกจับกุมสมาชิกสภา 5 คนในข้อหากบฏ รัฐสภามองว่าพฤติกรรมนี้เป็นการละเมิดเสรีภาพอันชอบธรรมอย่างร้ายแรง จนกลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุของสงครามกลางเมืองอังกฤษ (English Civil War) นำไปสู่การตราพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิ (Bill of Rights ค.ศ. 1689) ซึ่งรับรองเสรีภาพในการพูดและการทำงานของสมาชิกรัฐสภาเป็นครั้งแรกในโลกลายลักษณ์อักษร
การรับมาใช้ในประเทศไทย
ประเทศไทยรับหลักการนี้มาใช้ทันทีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยปรากฏครั้งแรกใน พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มาตรา 24 และถูกสืบทอดมาในรัฐธรรมนูญทุกฉบับจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ปัจจุบัน เพื่อคุ้มครอง “ผู้แทนของประชาชน” ให้ทำงานตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศได้โดยไม่ต้องกลัวอำนาจมืดหรือการกลั่นแกล้งจากฝ่ายบริหาร
กางรัฐธรรมนูญ 2560: แยกให้ชัด "เอกสิทธิ์" VS "ความคุ้มกัน"
คนส่วนใหญ่มักเรียกปนกันว่า "เอกสิทธิ์ สส." แต่ในทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 แยกเรื่องนี้ออกเป็น 2 มาตราที่มีความหมายและขอบเขตต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
มาตรา 124 — เอกสิทธิ์ (Privilege): "พูดและโหวตได้เต็มที่"
หมายถึง สิทธิเด็ดขาด ของสมาชิกรัฐสภาในการแสดงความคิดเห็น แถลงข้อเท็จจริง หรือลงคะแนนเสียงในที่ประชุมสภา โดยบุคคลอื่นจะนำไปฟ้องร้องว่ากล่าวในทางใด ๆ ไม่ได้ (เพื่อความอุ่นใจในการอภิปรายแฉทุจริต)
ข้อยกเว้น: เอกสิทธิ์นี้ จะไม่คุ้มครอง หากมีการถ่ายทอดสด (วิทยุ/ทีวี/ออนไลน์) แล้วคำพูดนั้นไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา โดยคำพูดนั้นมีลักษณะเป็นความผิดอาญาหรือหมิ่นประมาทบุคคลภายนอก (ที่ไม่ใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาด้วยกัน)
มาตรา 125 — ความคุ้มกัน (Immunity): "ห้ามจับห้ามเรียกตัว"
นี่คือมาตราที่เป็นหัวใจหลักของกรณีนายชนนพัฒฐ์! ความคุ้มกันจะมุ่งคุ้มครอง "ตัวบุคคล" ของ สส. ไม่ให้ถูกรบกวนในระหว่างสมัยประชุม
มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า: “ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทำความผิด”
จับคาหนังคาเขา: ถ้าจับ สส. ขณะกระทำความผิดซึ่งหน้าได้ ต้องรายงานประธานสภาทันที และประธานสภามีสิทธิสั่งให้ปล่อยตัวได้หากเห็นว่าขัดขวางการประชุม
โดนขังอยู่ก่อนแล้ว: ถ้าติดคุกอยู่ก่อนเปิดสมัยประชุม ประธานสภาสั่งปล่อยตัวชั่วคราวออกมาร่วมประชุมได้
สิ่งใหม่ใน รธน. 2560 (วรรคสี่): รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่มความพิเศษขึ้นมาว่า หากคดีไปถึงชั้นศาลแล้ว ศาลสามารถพิจารณาคดีในระหว่างสมัยประชุมได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาตสภาอีก ขอเพียงแค่ไม่ขัดขวางการมาประชุมสภาของ สส. ผู้นั้น
นัยทางการเมืองต่อกรณีนายชนนพัฒฐ์ พรรคกล้าธรรม
ในกรณีนี้ DSI ได้ทำหนังสือขอส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ตาม มาตรา 125 (ความคุ้มกัน) ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้สภาฯ ใช้ ดุลพินิจ ว่าจะอนุญาตหรือไม่ก็ได้ (ต่างจากมาตรา 124 ที่เป็นสิทธิเด็ดขาด ถอนไม่ได้) และนี่คือเสียงที่แตกออกเป็นสองฝ่าย:
ฝ่ายเห็นควรให้ส่งตัว (พรรคประชาชน & พรรคประชาธิปัตย์): นำโดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย มองว่า ข้อกล่าวหาเรื่อง "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" ร้ายแรงมาก และพฤติการณ์เกิดก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมืองแน่นอน อีกทั้งเจ้าตัวก็เคยประกาศว่าพร้อมสู้คดี การที่สภาโหวตอุ้มจะทำลายภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของสภาในสายตาประชาชนและต่างชาติ
ฝ่ายคัดค้าน (พรรคร่วมรัฐบาล 308 เสียง): นำโดยพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมอื่น ๆ ยืนกรานหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลัก "สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์" โดยมองว่าเหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนก็จะปิดสมัยประชุมในเดือนกรกฎาคม ควรให้ สส. อยู่ทำหน้าที่พิจารณากฎหมายสำคัญก่อน ไม่ได้ทำให้คดีล่าช้าเกินไป
ด้าน นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักว่า มตินี้สะท้อนภาพ "สภาอุ้มทุนสีเทา" และหวั่นใจว่าผู้ต้องหาอาจอาศัยช่องทางธรรมชาติชายแดนภาคใต้หลบหนีคดีในระหว่างนี้ เนื่องจากในอดีตเคยเชิญมาชี้แจงในชั้นกรรมาธิการช่วงปิดสมัยประชุมแล้วแต่ไม่เคยมาเข้าพบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ย้อนประวัติศาสตร์: สภาไทยเคย "ไฟเขียว" ส่งตัว สส. หรือไม่?
แม้ส่วนใหญ่ในรอบ 20-30 ปีหลัง สภาไทยมักจะใช้เสียงข้างมากโหวต "ไม่อนุญาต" เพื่อเซฟพวกพ้องหรือปกป้องสมาชิก แต่ในอดีต "เคยมีกรณีประวัติศาสตร์ที่สภาโหวตอนุญาต" อยู่จริงครับ! ซึ่งมักเป็นคดีอาญาทั่วไปที่ไม่ใช่เรื่องการเมือง เช่น:
1. คดีจ้างวานฆ่า “ผู้ใหญ่ประเสริฐ” (พ.ศ. 2544): สภาฯ มีมติ อนุญาต ให้ส่งตัว นายคมคาย พลบุตร อดีต สส.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ไปดำเนินคดีฐานจ้างวานฆ่า ซึ่งเป็นคดีสะเทือนขวัญ โดยในครั้งนั้น นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคย้ำชัดว่า จะไม่ใช้เอกสิทธิ์สภาคุ้มครองคดีอาญาส่วนตัว
2. คดีแชร์ชมมณี (ช่วง พ.ศ. 2530): สภาฯ มีมติ อนุญาต ให้ส่งตัว นายสติล คุณปลื้ม อดีต สส.ชลบุรี ไปดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชน จากกรณีแชร์ลูกโซ่ขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนจำนวนมาก
ทางออกของปัญหานี้คืออะไร?
เพื่อไม่ให้ "หลักความคุ้มกันของรัฐสภา" กลายเป็น "ช่องว่างทางกฎหมาย" ที่ถูกทุนสีเทาหรือผู้กระทำผิดใช้หลบซ่อนตัว แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสามารถทำได้ดังนี้:
ระยะสั้น: ฝ่ายความมั่นคง ตม. และตำรวจ ต้องสั่งการเฝ้าระวังตะเข็บชายแดนอย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้ สส. ที่ถูกกล่าวหาหลบหนีออกนอกประเทศ และ DSI ต้องเตรียมหมายจับ/หมายเรียกให้พร้อม เพื่อล็อกตัวมาดำเนินคดีทันทีในวันแรกที่ "ปิดสมัยประชุม" (เดือนกรกฎาคม)
ระยะยาว: ควรมีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 125 โดยกำหนดให้ "ความคุ้มกัน" ไม่มีผลบังคับใช้กับคดีอาญาร้ายแรงบางประเภท เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด หรือการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อรักษามาตรฐานความซื่อสัตย์และเกียรติภูมิของรัฐสภาไทยให้สง่างามอย่างแท้จริง
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
31/5/69
#ชนนพัฒฐ์นาคสั้ว #พรรคกล้าธรรม #เอกสิทธิ์สส #ความคุ้มกันสภา #มาตรา125 #ทุนสีเทา #การเมืองไทย #DSI #รัฐธรรมนูญ2560 #วัสติงสมิตร
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี