วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
26 พฤษภาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” วิกฤตศรัทธา และโจทย์ใหญ่ของการเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
การเมืองไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์สำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ นั่นคือการเกิดขึ้นของคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” วาทกรรมทางการเมืองชุดใหม่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่ออธิบายโครงสร้างอำนาจในยุคปัจจุบัน
สำหรับบางคน... นี่อาจเป็นเพียงคำโจมตีหรือการสาดโคลนทางการเมือง แต่สำหรับอีกหลายคน... คำนี้กลับเป็นคำอธิบายที่สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างของอำนาจรัฐไทยหลังการใช้บังคับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
ดังนั้น คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า “ระบอบสีน้ำเงินมีอยู่จริงหรือไม่?” แต่คือ “เหตุใดประชาชนจำนวนมากจึงเริ่มปักใจเชื่อว่ามันมีอยู่จริง?”
“ระบอบสีน้ำเงิน” คืออะไรในสมการอำนาจ?
หากพูดกันตามตรง คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ใช่ศัพท์ทางกฎหมาย และไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด หากแต่เป็น “คำอธิบายทางการเมือง” (Political Narrative) ที่ใช้กล่าวถึงการรวมศูนย์อำนาจผ่านเครือข่ายทางการเมืองบางกลุ่ม
ผู้ที่เชื่อว่ามี “ระบอบสีน้ำเงิน” ซ่อนอยู่ มักจะชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เช่น:
- การที่พรรคการเมืองหนึ่งสามารถก้าวขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลและกุมความได้เปรียบได้อย่างมั่นคง
- การแผ่อิทธิพลและมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเหนือวุสมาชิกฒิสภา (ส.ว.)
- การมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งในองค์กรอิสระ
- การส่งผลต่อดุลอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
- ความล่าช้าดึงเช็งในการตรวจสอบประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมือง เช่น ข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมา
ในมุมมองนี้ คำว่า “ระบอบ” จึงไม่ได้หมายถึงตัวบทกฎหมายที่ตราไว้ในกระดาษ แต่หมายถึง “โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่จริง” ในระบบการเมืองไทย
ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “สี” แต่อยู่ที่ “โครงสร้างรัฐธรรมนูญ”
อย่างไรก็ตาม การมองทุกอย่างแบบผิวเผินว่าเป็นเพียงเรื่องของ “ระบอบสีน้ำเงิน” อาจทำให้สังคมมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกกว่านั้น เพราะถ้าย้อนดูกติกาแม่บทอย่าง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะพบว่ามันถูกออกแบบมาให้มีองค์กรที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เข้ามาอย่างแปลกประหลาด และมีบทบาทสูงลิ่วในการกำหนดทิศทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น:
1.วุฒิสภา ที่มีข้อกังขาว่าฮั้วกันเข้ามาจนมีอำนาจล้นหลามในการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
2. องค์กรอิสระ ที่มีอำนาจในการตรวจสอบและแจกใบแดงถ่วงดุลฝ่ายการเมืองสูงมาก
3. ศาลรัฐธรรมนูญ ที่เข้ามามีบทบาทชี้ชะตาทางการเมืองบ่อยครั้งจนถูกมองว่าเป็น "ตุลาการภิวัฒน์"
4. ระบบการเลือกตั้ง ที่จงใจออกแบบมาเพื่อให้พรรคขนาดกลางกลายเป็น “ตัวแปรชี้ขาดอำนาจ” (Kingmaker) ในการจัดตั้งรัฐบาล
ข้อคิดสำคัญ: ด้วยโครงสร้างแบบนี้ ต่อให้ไม่ใช่พรรคสีน้ำเงิน แต่เป็นพรรคการเมืองอื่นใดก็ตามที่สามารถเข้าไปครอบครองหรือถือกุญแจกลไกเหล่านี้ได้ ก็อาจถูกตราหน้าว่าเป็น “ระบอบ” ได้ทั้งสิ้น!
ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ “การออกแบบอำนาจรัฐ” ที่ทำให้สังคมเริ่มรู้สึกว่า “การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว... ไม่อาจกำหนดอนาคตของประเทศได้อีกต่อไป”
วิกฤตที่แท้จริง คือ “วิกฤตศรัทธา”
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้ อาจไม่ใช่การที่พรรคการเมืองไหนขยับขึ้นมาเป็นใหญ่ แต่คือการที่ประชาชนจำนวนมากกำลังตกอยู่ในภาวะ “วิกฤตศรัทธา” และเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า “กติกากลางยังมีความเป็นกลางอยู่”
เมื่อใดก็ตามที่สังคมมองว่า:
- องค์กรอิสระไม่เป็นอิสระจริง
- กระบวนการตรวจสอบไม่เสมอภาค (เลือกปฏิบัติ)
- ระบบยุติธรรมถูกมองว่าเลือกข้าง
- และการเลือกตั้งไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนได้
เมื่อนั้นสิ่งที่ตามมาคือ “วิกฤตความชอบธรรม” (Legitimacy Crisis) ของระบบการเมืองทั้งหมด ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด! เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บน “ความเชื่อร่วมกัน” ของคนในชาติ ว่ากติกาพื้นฐานนั้นยังยุติธรรมพอให้ทุกฝ่ายยอมรับและอยู่ร่วมกันได้
หากความเชื่อนั้นพังทลายลง ประเทศจะดิ่งเข้าสู่ภาวะที่ทุกฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกัน มองคนเห็นต่างเป็น “ศัตรูของระบอบ” ที่ต้องกำจัด แทนที่จะเป็นเพียง “คู่แข่งขันทางการเมือง” ตามวิถีทางปกติ
ความสิ้นหวังไม่ใช่คำตอบ: หัวใจคือ "กติกาที่เปิดกว้าง"
แม้หลายคนจะรู้สึกท้อแท้และมองว่าโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเป็นไปได้ยากราวกับกำแพงหิน แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็พิสูจน์ให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ไม่มีโครงสร้างอำนาจใดจะดำรงอยู่ได้ตลอดไป หากขาดฉันทามติและการยินยอมพร้อมใจจากสังคม"
คำถามสำคัญที่คนไทยต้องช่วยกันคิดต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าจะล้มหรือจะโค่นระบอบไหน แต่คือโจทย์ใหญ่ในการซ่อมแซมระบบ:
- เราจะสร้างองค์กรอิสระที่ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นได้อย่างไร?
- เราจะกระจายอำนาจเพื่อป้องกันการรวมศูนย์ไว้ที่กลุ่มทุนหรือกลุ่มการเมืองบางกลุ่มอย่างไร?
- เราจะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับความเป็นกลางของกติกาได้อย่างไร?
- และที่สำคัญที่สุด... เราจะทำให้ "ผู้แพ้การเลือกตั้ง" ยังคงเชื่อมั่นว่า ตนเองยังมีโอกาสกลับมาชนะได้ในระบบการแข่งขันครั้งต่อไปได้อย่างไร?
เพราะหัวใจของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ไม่ใช่การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะตลอดกาล แต่คือการที่ทุกฝ่ายยังเชื่อมั่นว่า “ระบบเปิดโอกาสให้แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม”
ทางออกของประเทศไทย: สร้างฉันทามติใหม่ ไม่ใช่ทำลายล้าง
ประเทศไทยอาจเดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จำเป็นต้องมีการพูดคุยอย่างจริงจังเรื่อง "การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ" โดยมีหมุดหมายสำคัญเพื่อสร้างระบบที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ในระยะยาว ไม่ใช่เพื่อชัยชนะชั่วคราวของขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่ง
หากเรายังปล่อยให้การเมืองไทยติดหล่มอยู่กับการเป็นเพียงสงครามตัวแทนระหว่าง “สี” ต่าง ๆ แย่งชิงเค้กอำนาจโดยไร้ความพยายามที่จะสร้างกติกากลางที่โปร่งใส สังคมไทยก็คงหนีไม่พ้นวงจรความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจต่อไปไม่รู้จบ
และสารตั้งต้นของความไม่ไว้วางใจนี่แหละ... ที่อาจเป็นวิกฤตการณ์ที่อันตรายและน่ากลัวยิ่งกว่าการมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เสียอีก!
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
26/5/69
#การเมืองไทย #ระบอบสีน้ำเงิน #รัฐธรรมนูญ2560 #วิกฤตศรัทธา #องค์กรอิสระ #ประชาธิปไตย #ปฏิรูปการเมือง #อนาคตประเทศไทย #สว #วัสติงสมิตร
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี