542.jpg
30% ของผู้ใหญ่ใช้ 'การกิน' ดับเครียด วงจรชั่วร้ายที่ทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

30% ของผู้ใหญ่ใช้ 'การกิน' ดับเครียด วงจรชั่วร้ายที่ทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.37 น.

ในชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยความกดดันและภาระหน้าที่ หลายท่านอาจเคยพบว่าตนเองมักจะรับประทานอาหารมากขึ้น หรือโหยหาของหวานและอาหารที่มีแคลอรีสูงเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่มีความเครียดสะสม พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดวินัยหรือความหิวเสมอไป แต่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์และกลไกของร่างกายที่ชัดเจนรองรับ วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จะพาท่านไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพื่อจัดการกับอารมณ์

 


 

สถิติที่สะท้อนพฤติกรรมของวัยทำงาน

ข้อมูลจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association - APA) เปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า ผู้ใหญ่ประมาณ 30% ยอมรับว่าตนเองใช้พฤติกรรมการ "รับประทานอาหาร" เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักเพื่อรับมือและจัดการกับความเครียด ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นกลไกการตอบสนองต่ออารมณ์ที่พบได้ทั่วไปในกลุ่มวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความกดดันสูง

 

กลไกของร่างกายเมื่อความเครียดสั่งให้โหยหาอาหาร

เมื่อร่างกายเผชิญกับสภาวะตึงเครียด ระบบประสาทจะสั่งให้หลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมา ฮอร์โมนชนิดนี้จะส่งสัญญาณลวงให้สมองเข้าใจว่า ร่างกายกำลังสูญเสียพลังงานและต้องการการชดเชยอย่างเร่งด่วนเพื่อนำไปต่อสู้กับความเครียด ส่งผลให้เราเกิดความรู้สึกโหยหาอาหารประเภทที่มีน้ำตาลและไขมันสูง (Comfort Food) มากเป็นพิเศษ

เมื่อเรารับประทานอาหารกลุ่มนี้เข้าไป สมองจะหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจและมีความสุข ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว กลไกนี้เองที่ทำให้หลายคนเสพติดการรับประทานอาหารเพื่อเยียวยาจิตใจ แม้ว่าความรู้สึกดีดังกล่าวจะเป็นเพียงผลลัพธ์ในระยะสั้นก็ตาม

 

 

ผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ

การพึ่งพาอาหารเพื่อระงับความเครียดอย่างต่อเนื่องย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูงซ้ำๆ ในช่วงเวลาที่ร่างกายไม่ได้ต้องการพลังงานจริง จะนำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกิน ระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

ซึ่งรายงานจาก WHO องค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่ากลุ่มโรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 74% ของประชากรทั่วโลก (ประมาณ 41 ล้านคนต่อปี) โดยมีปัจจัยร่วมหลักคือ "ความเครียดเรื้อรัง" ที่ไปกระตุ้นฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้ระบบเผาผลาญพัง และนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่แย่ลง

 

ทางออกและการปรับพฤติกรรม

การจัดการกับพฤติกรรมนี้เริ่มต้นจากการรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง เมื่อรู้สึกเครียดและอยากรับประทานอาหาร ให้ลองหยุดสังเกตว่าร่างกายหิวจริงหรือไม่ หากเป็นเพียงความอยากที่เกิดจากอารมณ์ ควรหันไปใช้วิธีอื่นในการผ่อนคลายระบบประสาทแทน เช่น การฝึกกำหนดลมหายใจ การเดินยืดเส้นยืดสาย หรือการดื่มน้ำเปล่า หากต้องการรับประทานของว่างจริงๆ ควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูร่างกาย เช่น ถั่ว อัลมอนด์ หรือผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย เพื่อช่วยลดความเครียดโดยไม่ทิ้งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top