วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ในยุคดิจิทัลที่การดำเนินชีวิตและการทำงานแทบทุกขั้นตอนต้องพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ต "ดวงตา" จึงกลายเป็นอวัยวะสำคัญที่ถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงในแต่ละวันโดยที่หลายคนอาจไม่ทันรู้ตัว หนึ่งในปัญหาความผิดปกติทางสายตาที่พบอัตราการเกิดสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานหรือมนุษย์ออฟฟิศ คือ "ภาวะตาแห้ง" (Dry Eye) ซึ่งหลายคนมักมองข้ามและคิดว่าเป็นเพียงความไม่สบายตาเพียงเล็กน้อยที่เดี๋ยวก็หายไปเอง แต่แท้จริงแล้ว หากปล่อยปละละเลย อาการดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและบั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้อย่างคาดไม่ถึง
ภัยเงียบจากหน้าจอและสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน
ปัจจุบัน ปัญหาตาแห้งพบได้บ่อยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มคนวัยทำงาน สาเหตุหลักนั้นมาจากพฤติกรรมการเพ่งมองหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน ผนวกกับการใช้ชีวิตประจำวันในสภาพแวดล้อมที่เป็นห้องปรับอากาศ การทำงานในห้องแอร์นั้นจะทำให้อากาศโดยรอบมีความชื้นต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้น้ำตาที่หล่อเลี้ยงดวงตาระเหยออกไปได้เร็วขึ้นกว่าปกติ ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยร่วมทางด้านพฤติกรรม เช่น การพักผ่อนหรือการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ ความเครียดสะสมจากการทำงาน รวมถึงการใส่คอนแทคเลนส์ ล้วนเป็นตัวการสำคัญที่เข้ามาเสริมให้ความเสี่ยงในการเกิดภาวะตาแห้งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การใช้สายตาจ้องหน้าจออย่างต่อเนื่องยังก่อให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Digital Eye Strain หรือ Computer Vision Syndrome ซึ่งเมื่อเราจดจ่ออยู่กับหน้าจอ อัตราการกะพริบตาของมนุษย์เราจะลดลงโดยอัตโนมัติ จากระดับปกติที่ควรจะกะพริบประมาณ 15–20 ครั้งต่อนาที จะลดลงเหลือเพียง 5–7 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น การกะพริบตาที่น้อยลงนี้เองที่ทำให้น้ำตาไม่สามารถไปเคลือบผิวตาและกระจายตัวได้ทั่วถึง เป็นเหตุให้น้ำตาระเหยเร็วและเกิดอาการตาแห้งและตาล้าตามมา
น้ำตาไหล ไม่ได้แปลว่าตาไม่แห้ง
สิ่งหนึ่งที่เป็นความเข้าใจผิดอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับภาวะตาแห้ง คือ ความเชื่อที่ว่าผู้ที่มีภาวะนี้จะต้องไม่มีน้ำตาหรือตาแห้งผากเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ในทางคลินิกพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการ "น้ำตาไหลตลอดเวลา" ซึ่งเกิดจากกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกาย เมื่อผิวดวงตาแห้งจนเกิดการระคายเคือง ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้ผลิตน้ำตาออกมาในปริมาณมากเพื่อชดเชยและลดการระคายเคือง แต่น้ำตาที่ถูกผลิตออกมาทดแทนนี้ มักเป็นน้ำตาที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอ และไม่สามารถทำหน้าที่หล่อเลี้ยงหรือให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวตาได้อย่างเหมาะสม อาการน้ำตาไหลผิดปกติจึงเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของภาวะตาแห้งที่ต้องสังเกต
สำหรับอาการของภาวะตาแห้งที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ความรู้สึกแสบตา เคืองตา คล้ายมีเศษผงหรือทรายเข้าตา มีอาการตาล้า ตาพร่ามัวเป็นๆ หายๆ ระหว่างวัน มีอาการแพ้แสงจ้า และอาจมีน้ำตาไหลออกมาอย่างผิดปกติร่วมด้วย
.jpg)
พฤติกรรมทำร้ายตาและผลกระทบระยะยาวที่คาดไม่ถึง
พฤติกรรมความเคยชินที่หลายคนอาจมองว่า "ไม่เป็นไร" แท้จริงแล้วกำลังทำร้ายดวงตาอย่างเงียบๆ ได้แก่:
จากข้อมูลพบว่ามีผู้ป่วยวัยทำงานจำนวนไม่น้อยที่มีอาการตาแห้งในระดับรุนแรงจากไลฟ์สไตล์การทำงานแบบออฟฟิศ โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องอยู่หน้าจอวันละ 8–12 ชั่วโมง ร่วมกับการใส่คอนแทคเลนส์และนั่งในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นกระทบต่อการทำงาน ไม่สามารถใช้สายตาเพ่งมองได้นาน และต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
หากภาวะตาแห้งถูกปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น เช่น การเกิดการอักเสบเรื้อรังของผิวกระจกตาและเยื่อบุตา ภาวะกระจกตาถลอก หรืออาจเกิดแผลที่กระจกตา ซึ่งความเสียหายเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการมองเห็นในระยะยาว ทำให้ตามัวถาวร และลดทอนคุณภาพชีวิตลงอย่างมาก
.jpg)
วิธีรับมือและดูแลสุขภาพดวงตาฉบับมนุษย์ออฟฟิศ
การดูแลป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาแห้งนั้นสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้
สัญญาณอันตรายเตือนภัย... เมื่อใดที่ควรรีบพบแพทย์
แม้การดูแลเบื้องต้นจะช่วยบรรเทาอาการได้ แต่หากคุณมีสัญญาณเตือนเหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด:
ในโลกยุคปัจจุบัน การจ้องหน้าจออิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่ถึงกระนั้น การหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตาก็ควรถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในกิจวัตรที่สำคัญไม่แพ้กัน อย่าลืมหาเวลาพักสายตา กะพริบตาให้บ่อย ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหมั่นสังเกตความผิดปกติของดวงตาตนเองอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนที่ปัญหาเพียงเล็กน้อยจะลุกลามกลายเป็นปัญหาสุขภาพตาที่ยากจะแก้ไขในอนาคต
ข้อมูลอ้างอิง
อ.พญ.ชัชฎา คฤหโยธิน อาจารย์ประจำหน่วยกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา ภาคจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ขอบคุณข้อมูลต้นทางจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล ะนางสาวนันทพร ระบิน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี