542.jpg
เปิดกฎ 20-20-20 ถนอมดวงตาให้รอดพ้นจากหน้าจอ เคล็ดลับง่ายๆ ที่คนทำงานต้องลอง

เปิดกฎ 20-20-20 ถนอมดวงตาให้รอดพ้นจากหน้าจอ เคล็ดลับง่ายๆ ที่คนทำงานต้องลอง

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ในยุคดิจิทัลที่การดำเนินชีวิตและการทำงานแทบทุกขั้นตอนต้องพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ต "ดวงตา" จึงกลายเป็นอวัยวะสำคัญที่ถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงในแต่ละวันโดยที่หลายคนอาจไม่ทันรู้ตัว หนึ่งในปัญหาความผิดปกติทางสายตาที่พบอัตราการเกิดสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานหรือมนุษย์ออฟฟิศ คือ "ภาวะตาแห้ง" (Dry Eye) ซึ่งหลายคนมักมองข้ามและคิดว่าเป็นเพียงความไม่สบายตาเพียงเล็กน้อยที่เดี๋ยวก็หายไปเอง แต่แท้จริงแล้ว หากปล่อยปละละเลย อาการดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและบั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้อย่างคาดไม่ถึง

 


ภัยเงียบจากหน้าจอและสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน

ปัจจุบัน ปัญหาตาแห้งพบได้บ่อยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มคนวัยทำงาน สาเหตุหลักนั้นมาจากพฤติกรรมการเพ่งมองหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน ผนวกกับการใช้ชีวิตประจำวันในสภาพแวดล้อมที่เป็นห้องปรับอากาศ การทำงานในห้องแอร์นั้นจะทำให้อากาศโดยรอบมีความชื้นต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้น้ำตาที่หล่อเลี้ยงดวงตาระเหยออกไปได้เร็วขึ้นกว่าปกติ ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยร่วมทางด้านพฤติกรรม เช่น การพักผ่อนหรือการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ ความเครียดสะสมจากการทำงาน รวมถึงการใส่คอนแทคเลนส์ ล้วนเป็นตัวการสำคัญที่เข้ามาเสริมให้ความเสี่ยงในการเกิดภาวะตาแห้งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การใช้สายตาจ้องหน้าจออย่างต่อเนื่องยังก่อให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Digital Eye Strain หรือ Computer Vision Syndrome ซึ่งเมื่อเราจดจ่ออยู่กับหน้าจอ อัตราการกะพริบตาของมนุษย์เราจะลดลงโดยอัตโนมัติ จากระดับปกติที่ควรจะกะพริบประมาณ 15–20 ครั้งต่อนาที จะลดลงเหลือเพียง 5–7 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น การกะพริบตาที่น้อยลงนี้เองที่ทำให้น้ำตาไม่สามารถไปเคลือบผิวตาและกระจายตัวได้ทั่วถึง เป็นเหตุให้น้ำตาระเหยเร็วและเกิดอาการตาแห้งและตาล้าตามมา

 

น้ำตาไหล ไม่ได้แปลว่าตาไม่แห้ง

สิ่งหนึ่งที่เป็นความเข้าใจผิดอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับภาวะตาแห้ง คือ ความเชื่อที่ว่าผู้ที่มีภาวะนี้จะต้องไม่มีน้ำตาหรือตาแห้งผากเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ในทางคลินิกพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการ "น้ำตาไหลตลอดเวลา" ซึ่งเกิดจากกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกาย เมื่อผิวดวงตาแห้งจนเกิดการระคายเคือง ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้ผลิตน้ำตาออกมาในปริมาณมากเพื่อชดเชยและลดการระคายเคือง แต่น้ำตาที่ถูกผลิตออกมาทดแทนนี้ มักเป็นน้ำตาที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอ และไม่สามารถทำหน้าที่หล่อเลี้ยงหรือให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวตาได้อย่างเหมาะสม อาการน้ำตาไหลผิดปกติจึงเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของภาวะตาแห้งที่ต้องสังเกต

สำหรับอาการของภาวะตาแห้งที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ความรู้สึกแสบตา เคืองตา คล้ายมีเศษผงหรือทรายเข้าตา มีอาการตาล้า ตาพร่ามัวเป็นๆ หายๆ ระหว่างวัน มีอาการแพ้แสงจ้า และอาจมีน้ำตาไหลออกมาอย่างผิดปกติร่วมด้วย
 

 

พฤติกรรมทำร้ายตาและผลกระทบระยะยาวที่คาดไม่ถึง

พฤติกรรมความเคยชินที่หลายคนอาจมองว่า "ไม่เป็นไร" แท้จริงแล้วกำลังทำร้ายดวงตาอย่างเงียบๆ ได้แก่:

  • การใช้สายตาเพ่งหน้าจอต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีการหยุดพัก
  • การใส่คอนแทคเลนส์เกินเวลาที่กำหนดในแต่ละวัน
  • การใช้งานหน้าจอในบริเวณที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ
  • การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ขยี้ตาบ่อยๆ และการซื้อยาหยอดตามาใช้เองโดยไม่ทราบส่วนประกอบ

จากข้อมูลพบว่ามีผู้ป่วยวัยทำงานจำนวนไม่น้อยที่มีอาการตาแห้งในระดับรุนแรงจากไลฟ์สไตล์การทำงานแบบออฟฟิศ โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องอยู่หน้าจอวันละ 8–12 ชั่วโมง ร่วมกับการใส่คอนแทคเลนส์และนั่งในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นกระทบต่อการทำงาน ไม่สามารถใช้สายตาเพ่งมองได้นาน และต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

หากภาวะตาแห้งถูกปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น เช่น การเกิดการอักเสบเรื้อรังของผิวกระจกตาและเยื่อบุตา ภาวะกระจกตาถลอก หรืออาจเกิดแผลที่กระจกตา ซึ่งความเสียหายเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการมองเห็นในระยะยาว ทำให้ตามัวถาวร และลดทอนคุณภาพชีวิตลงอย่างมาก
 

 

วิธีรับมือและดูแลสุขภาพดวงตาฉบับมนุษย์ออฟฟิศ

การดูแลป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาแห้งนั้นสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้

  • กะพริบตาให้บ่อยขึ้นและพักสายตา พยายามเตือนตัวเองให้กะพริบตาอย่างสม่ำเสมอขณะทำงานหน้าจอ
  • ปฏิบัติตามกฎ 20-20-20 ถือเป็นกฎเหล็กในการถนอมสายตา คือ ทุกๆ 20 นาทีของการจ้องจอ ให้ละสายตาไปมองสิ่งของที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 20 วินาที เพื่อลดความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อตาและกระตุ้นการกะพริบตา
  • จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ปรับตำแหน่งของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย เพื่อลดพื้นที่การเปิดกว้างของดวงตาและลดการระเหยของน้ำตา รวมถึงหลีกเลี่ยงการนั่งในตำแหน่งที่ลมแอร์เป่าปะทะใบหน้าโดยตรง
  • ดูแลความชุ่มชื้น ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หากเริ่มมีอาการตาแห้ง สามารถใช้ "น้ำตาเทียม" เป็นตัวช่วยบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ โดยควรเลือกชนิดที่เหมาะสม หากจำเป็นต้องหยอดบ่อยเกิน 4 ครั้งต่อวัน ควรเลือกใช้น้ำตาเทียมชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย และควรปรึกษาจักษุแพทย์
  • โภชนาการบำรุงสายตา แม้จะยังไม่มีอาหารที่รักษาตาแห้งได้โดยตรง แต่การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา 3 (เช่น ปลาทะเล) ผักใบเขียว ผลไม้หลากสี รวมถึงวิตามินเอ ซี และอี จะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมและบำรุงสุขภาพดวงตาในองค์รวม
     

สัญญาณอันตรายเตือนภัย... เมื่อใดที่ควรรีบพบแพทย์

แม้การดูแลเบื้องต้นจะช่วยบรรเทาอาการได้ แต่หากคุณมีสัญญาณเตือนเหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด:

  • มีอาการตาแดงเรื้อรังที่ไม่ยอมหาย
  • รู้สึกเจ็บตา หรือปวดลึกเข้าไปในเบ้าตา
  • ตามัวตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เป็นๆ หายๆ
  • มีอาการแพ้แสงอย่างรุนแรง ลืมตาในที่สว่างไม่ได้
  • รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมหรือเศษผงอยู่ในตาตลอดเวลา
  • อาการระคายเคืองไม่ดีขึ้นเลย แม้จะทดลองใช้น้ำตาเทียมแล้วก็ตาม

ในโลกยุคปัจจุบัน การจ้องหน้าจออิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่ถึงกระนั้น การหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตาก็ควรถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในกิจวัตรที่สำคัญไม่แพ้กัน อย่าลืมหาเวลาพักสายตา กะพริบตาให้บ่อย ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหมั่นสังเกตความผิดปกติของดวงตาตนเองอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนที่ปัญหาเพียงเล็กน้อยจะลุกลามกลายเป็นปัญหาสุขภาพตาที่ยากจะแก้ไขในอนาคต
 

ข้อมูลอ้างอิง

อ.พญ.ชัชฎา คฤหโยธิน อาจารย์ประจำหน่วยกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา ภาคจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขอบคุณข้อมูลต้นทางจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล ะนางสาวนันทพร ระบิน

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top