538.jpg
เตือนคนหัวร้อน! บอสวัย 55 วีนลูกน้องจนเส้นเลือดสมองแตก

เตือนคนหัวร้อน! บอสวัย 55 วีนลูกน้องจนเส้นเลือดสมองแตก

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.20 น.

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เฟซบุ๊คของ หมอประชาผ่าตัดสมอง ออกมาเตือนภัยผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและผู้ที่มักมีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง เผยเคสผู้ป่วยชายวัย 55 ปี เกิดอาการ "ปรี๊ดแตก" โมโหด่าลูกน้องที่ทำงานไม่ได้ดั่งใจ จนความดันพุ่งทะลุขีดจำกัด ส่งผลให้เส้นเลือดในสมองแตก ล้มหมดสติคาระยะ ตื่นมากลายเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีกและสูญเสียความสามารถในการพูด

 


โมโหจนหมดสติ

เหตุการณ์นี้ได้รับการเปิดเผยเพื่อเป็นวิทยาทานเตือนใจ โดยเป็นกรณีศึกษาของผู้ป่วยชายอายุ 55 ปี ซึ่งมีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่เดิม วันเกิดเหตุผู้ป่วยมีอารมณ์โกรธจัดและกำลังยืนต่อว่าลูกน้องเนื่องจากทำงานไม่ได้ดั่งใจ แต่ในระหว่างที่กำลัง "ปรี๊ดแตก" อยู่นั้น ผู้ป่วยกลับจู่ๆ ล้มลงและหมดสติไปทันที

เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมา พบว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติอย่างรุนแรง คือ ไม่สามารถพูดคุยสื่อสารได้ และ แขนขาซีกขวามีอาการอ่อนแรง ไม่สามารถขยับได้ตามปกติ

 

 

 

ผลการตรวจทางการแพทย์

จากการนำตัวส่งโรงพยาบาลและทำการตรวจสแกนสมองด้วยเครื่อง CT Scan แพทย์พบว่า มีเส้นเลือดในสมองซีกซ้ายแตก (ปรากฏเป็นรอยสีขาวในฟิล์มเอกซเรย์)

ทางการแพทย์ระบุว่า สมองซีกซ้ายของมนุษย์ทำหน้าที่สำคัญในการควบคุม "การพูด" และควบคุมการเคลื่อนไหวของ "ร่างกายซีกขวา" เมื่อเส้นเลือดในบริเวณนี้แตกและเนื้อเยื่อสมองได้รับความเสียหาย จึงเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ผู้ป่วยรายนี้สูญเสียการพูดและมีอาการอ่อนแรงที่ร่างกายซีกขวาดังกล่าว

 

กลไกความโกรธที่ส่งผลต่อเส้นเลือด

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้เส้นเลือดสมองแตกในครั้งนี้ แพทย์อธิบายว่าเกิดจากกลไกของร่างกายเมื่อมีอารมณ์รุนแรง:

ฮอร์โมนพุ่งปรี๊ด เมื่อเกิดอารมณ์โกรธ โมโห หรือปรี๊ดแตก ร่างกายจะหลั่งสาร "อะดรีนาลีน" (Adrenaline) ออกมาอย่างรวดเร็ว

ความดันชูต  สารอะดรีนาลีนจะไปกระตุ้นให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน

หลอดเลือดรับไม่ไหว แม้ผู้ป่วยจะรับประทานยาควบคุมความดันโลหิตอยู่ทุกวัน แต่เมื่อเจอกับภาวะอารมณ์ที่รุนแรงจนความดันพุ่งทะลุขีดจำกัด ยาที่กินไว้ก็ไม่สามารถควบคุมได้ทัน ส่งผลให้แรงดันเลือดไปกระแทกหลอดเลือดในสมองจนแตกในที่สุด

เบื้องต้น ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วน และปัจจุบันต้องเข้าสู่กระบวนการทำกายภาพบำบัด เพื่อฝึกหัดเดินและฝึกพูดใหม่ทั้งหมด ซึ่งแพทย์ระบุติดตลกว่า “คงไปด่าลูกน้องไม่ได้อีกหลายเดือน”

 

คำแนะนำและข้อควรระวังจากแพทย์

จากเคสอุทาหรณ์ดังกล่าว แพทย์ได้ฝากข้อคิดและแนวทางป้องกันสำหรับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

  1. ทานยาอย่างเดียวไม่พอ ต้องคุมอารมณ์ด้วย: ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง แม้จะทานยาเป็นประจำก็ห้ามชะล่าใจ เพราะความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน "คอร์ติซอล" (Cortisol) ซึ่งขัดขวางการควบคุมความดันโลหิต
  2. หมั่นเช็กความดันโลหิต: ใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนขี้หงุดหงิด วีนแตกบ่อย หรือมีความเครียดสะสม ควรวัดความดันโลหิตตนเองอย่างสม่ำเสมอ
  3. ออกกำลังกายคือยาวิเศษ: การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทนต่อแรงดันได้ดีขึ้น ไม่แตกหรือตีบตันได้ง่าย
  4. เพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข: การออกกำลังกายยังช่วยกระตุ้นการหลั่ง "เอนดอร์ฟิน" (Endorphin) ซึ่งจะช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น มีความสุข และลดความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยชั้นดีว่า "ความโกรธ" ไม่เพียงแต่ทำลายความสัมพันธ์ แต่มันยังสามารถทำลายสมองและชีวิตของเราได้ในเสี้ยววินาที

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top