วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ให้ความรู้และไขข้อข้องใจในประเด็นที่ว่า "ทำไมโรควิตกกังวลถึงมีคนเป็นมากกว่าโรคซึมเศร้า?" ทั้งที่เมื่อพูดถึงโรคทางจิตเวช คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรคซึมเศร้าเป็นอันดับแรก
จากข้อมูลสถิติทั่วโลกพบว่า ปัจจุบันมีประชากรถึง 4% ที่ป่วยเป็นโรควิตกกังวล ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าโรคซึมเศร้าที่พบได้ประมาณ 3-4% โดยทางคลินิกได้สรุปปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรควิตกกังวลพบได้บ่อยกว่า ไว้ดังนี้
วิวัฒนาการสมอง สัญญาณเตือนภัยที่ไวเกินจริง
สาเหตุหลักมาจากกลไกของสมองมนุษย์ที่ถูกวิวัฒนาการมาให้ "ไวต่ออันตราย" ระบบความกลัวของมนุษย์มักจะเลือกทำงานแบบ "เตือนเกินไว้ก่อน" เปรียบเสมือนเครื่องตรวจจับควันที่เซนเซอร์ทำงานไวและร้องเตือนได้ง่าย เพราะตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด การเตือนเก้อหลายๆ ครั้ง ยังปลอดภัยกว่าการพลาดแจ้งเตือนเหตุไฟไหม้จริงเพียงครั้งเดียว
นอกจากนี้ ความกังวลยังสามารถเกิดได้กับทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงอนาคต สมองจึงมี "วัตถุดิบ" ให้หยิบยกมากังวลได้ตลอดเวลา ต่างจากโรคซึมเศร้าที่มักเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และแรงจูงใจร่วมกัน
ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ใต้ความสมบูรณ์แบบ
จุดที่น่าสนใจคือ ผู้ที่มีโรควิตกกังวลจำนวนมากยังคงสามารถใช้ชีวิต ทำงาน หรือเรียนหนังสือได้ตามปกติ ภายนอกอาจดูเป็นคนละเอียด รอบคอบ หรือเตรียมตัวเก่ง จนคนรอบข้าง (หรือแม้แต่ตัวผู้ป่วยเอง) ไม่รู้เลยว่า ภายในใจของพวกเขาต้องสูญเสียพลังงานมหาศาลไปกับการพยายามควบคุมความกลัว
โลกดิจิทัลและอัลกอริทึม ตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี
สภาพสังคมในยุคปัจจุบันยิ่งเป็นตัวเร่งให้ระบบระวังภัยนี้ทำงานหนักขึ้น จากอดีตที่สมองรับมืออันตรายเพียงทีละเรื่อง ปัจจุบันมนุษย์ต้องเผชิญกับข่าวร้าย การแจ้งเตือน ปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้ง และการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโลกออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ร่างกายจะนั่งพักผ่อนอยู่บ้าน แต่สมองกลับทำงานเสมือนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงตลอดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น "อัลกอริทึม" ของแพลตฟอร์มต่างๆ ยังมีส่วนสนับสนุนทางอ้อม เนื่องจากคอนเทนต์ที่กระตุ้นความกลัวและความขัดแย้งมักดึงดูดความสนใจได้ดี ทำให้หลายคนเสพติด "อาหารแห่งความกังวล" ซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว
คำเตือน วิตกกังวลไม่ได้เบากว่าซึมเศร้า
ตอนท้ายของโพสต์ ทางคลินิกได้เน้นย้ำว่า โรควิตกกังวลไม่ได้มีอาการที่เบากว่าโรคซึมเศร้าแต่อย่างใด หากปล่อยให้เกิดความเครียดเรื้อรัง อาจบั่นทอนพลังใจจนนำไปสู่โรคซึมเศร้าตามมาได้ในที่สุด โรคทั้งสองนี้จึงมักพบร่วมกันบ่อยครั้งและควรได้รับการประเมินจากแพทย์ควบคู่กันไป
บทสรุปของปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบสมองที่เคยช่วยให้มนุษย์รอดชีวิตในยุคดึกดำบรรพ์ กำลังถูกโลกยุคใหม่ใช้งานหนักเกินขีดจำกัด จนทำให้ใครหลายคนต้องใช้ชีวิตราวกับมีสัญญาณเตือนภัยดังลั่นอยู่ในหัวตลอดเวลา
ที่มา คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี