533.jpg
แก้ปัญหาชาวมะกันจ่ายค่ายาแพง! ‘ทรัมป์’อาจวางมาตรฐานอิงราคาต่างประเทศ

แก้ปัญหาชาวมะกันจ่ายค่ายาแพง! ‘ทรัมป์’อาจวางมาตรฐานอิงราคาต่างประเทศ

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.37 น.

23 เม.ย. 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข่าว Trump looking at cutting US drug prices to international levels, sources say อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าว 2 ราย ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำลังหาแนวทางลดราคายารักษาโรคที่จำหน่ายในสหรัฐฯ ลงมาโดยอิงจากราคาในประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

แหล่งข่าวรายแรกกล่าวว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลแจ้งกับตนโดยตรงว่ากำลังพิจารณานโยบายดังกล่าว พร้อมกับอธิบายว่าเป็นลำดับความสำคัญระดับกลางของรัฐบาลทรัมป์ เนื่องจากพยายามลดราคาขายยา แหล่งข่าวทั้งสองรายยังกล่าวด้วยว่า นโยบายนี้สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมมากกว่าการเคลื่อนไหวอื่นๆ ของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งรวมถึงภาษีนำเข้ายา โดยแหล่งข่าวรายแรกกล่าวว่านโยบายนี้เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของอุตสาหกรรมและนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุด


ตามบันทึกของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นปี 2568 กลุ่มการค้าอุตสาหกรรม PhRMA พยายามล็อบบี้ต่อรัฐสภาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งบางครั้งเรียกว่าการกำหนดราคาอ้างอิงระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ชาวอเมริกันมีค่าใช้จ่ายด้านยารักษาโรคแพงที่สุดในโลก และโดยเฉลี่ยคือแพงกว่าประเทศอื่นๆ ถึง 3 เท่า ทำให้ทรัมป์ต้องการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าต้องการอย่างไร

ย้อนไปในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก (ปี 2560 – 2563) ทรัมป์เคยเสนอโปรแกรมราคาอ้างอิงระหว่างประเทศ แต่แนวคิดของเขาถูกศาลสั่งระงับ ข้อเสนอที่ครอบคลุมของทรัมป์ในเวลานั้น รัฐบาลของเขาคาดการณ์ว่าจะช่วยให้ผู้เสียภาษีประหยัดเงินได้มากกว่า 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะเวลา 7 ปี และส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายด้านยารักษาโรคในสหรัฐฯ ต่อปีลดลงกว่า 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

แหล่งข่าวรายแรกกล่าวว่า ตนไม่คิดว่ารัฐบาลเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่านโยบายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อนวัตกรรมในสหรัฐฯ อย่างไร ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการดูแลสุขภาพทั้งหมด ไม่ใช่แค่ยาเท่านั้น พร้อมกับกล่าวด้วยว่า ตนคาดหวังว่าหน่วยงาน Medicare จะเปิดตัวโครงการนำร่อง หลังจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่าพวกเขากำลังทดสอบข้อเสนอเกี่ยวกับราคาของยาบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาว กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ (HHS) ซึ่งกำกับดูแล Medicare รวมถึง PhRMA ไม่ได้ตอบรับการขอให้แสดงความคิดเห็น

การกำหนดราคายาและโครงการนำร่องอื่นๆ มักจะดำเนินการภายในศูนย์นวัตกรรมของศูนย์บริการ Medicare และ Medicaid หรือที่เรียกว่า CMMI และสามารถขยายเวลาได้หลายปีสำหรับ Medicare, Medicaid หรือทั้งสองอย่าง ทั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้พูดถึงแนวคิดการกำหนดราคาอ้างอิงต่อสาธารณะตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง แต่สถาบันวิจัยแนวอนุรักษ์นิยม America First Policy Institute ได้เสนอแนวคิดดังกล่าว ในเอกสารที่เผยแพร่กันอย่างแพร่หลายเมื่อเดือน มี.ค. 2568 ระบุว่านโยบายดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติได้ภายในการเจรจาราคายาของ Medicare

ในยุคสมัยของประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden , ปี 2564 - 2567) มีการออกกฎหมายว่าด้วยการลดเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act) ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถต่อรองราคายาที่มีราคาแพงที่สุดได้ อย่างไรก็ตาม ราคาของยาตามใบสั่งแพทย์ 10 รายการแรกที่เจรจาต่อรองยังคงสูงกว่าราคาเฉลี่ย 2 เท่า และในบางกรณีสูงกว่าราคาที่ผู้ผลิตยาตกลงกันในประเทศรายได้สูงอีก 4 ประเทศถึง 5 เท่า ตามที่สำนักข่าวรอยเตอร์เคยรายงานก่อนหน้านี้

ยาละลายลิ่มเลือดที่ขายดีที่สุดอย่าง Eliquis จากบริษัท Bristol Myers Squibb มีราคาขายในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 606 เหรียญสหรัฐ (ราว 2 หมื่นบาท) สำหรับปริมาณยาใช้ 1 เดือน ซึ่งแม้รัฐบาลของไบเดนจะเจรจาราคาให้ลดลงมาเหลือ 295 เหรียญสหรัฐ (ราว 1 หมื่นบาท) สำหรับ Medicare ซึ่งจะใช้ตั้งแต่ปี 2569 แต่ก็ยังแพงกว่าในต่างประเทศ เช่น ในสวีเดนอยู่ที่ 114 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,900 บาท) และในญี่ปุ่นอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐ (ราว 680 บาท)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คำสั่งฝ่ายบริหารด้านการดูแลสุขภาพของทรัมป์ไม่มีการกำหนดราคาอ้างอิง แต่ผู้วิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่าการสั่งให้รัฐบาลจัดหายาที่ Medicare ครอบคลุมในราคาที่เหมาะสมกว่านี้อาจเปิดประตูสู่การใช้นโยบายดังกล่าว ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ารัฐบาลของทรัมป์จะต้องเผชิญกับอุปสรรคในการดำเนินการตามข้อเสนอที่จำกัด อาทิ แอนนา คัลเทนโบค (Anna Kaltenboeck) นักเศรษฐศาสตร์ด้านสุขภาพจาก Verdant Research กล่าวว่า Centers for Medicare & Medicaid Services มีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัด และการนำนโยบายนี้ไปปฏิบัติอาจต้องใช้กำลังคนจำนวนมากพอสมควร ซึ่งจะประสบปัญหาในการระดมกำลังคน

แผนการเลิกจ้างหน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐบาลทรัมป์หลายแห่งรวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงาน Medicare ประมาณ 300 คนจากทั้งหมด 10,000 คนที่ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ (Robert F. Kennedy Jr.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าไว้ นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่อีก 10,000 คนที่ลาออกหลังจากตัดสินใจซื้อกิจการและเกษียณอายุก่อนกำหนด ตามรายงานของ HHS ซึ่ง คัลเทนโบค มองว่า รัฐบาลของทรัมป์จะเผชิญกับความท้าทายในการพยายามนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติในวงกว้างมากขึ้น

เรนา คอนติ (Rena Conti) รองศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ในสหรัฐฯ มียาที่ได้รับการอนุมัติแล้วหลายพันชนิด ซึ่งบางชนิดไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองหรือยังไม่ได้วางจำหน่ายในประเทศอ้างอิงต่างๆ ซึ่งบางครั้งประเทศเหล่านั้นอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการเจรจาต่อรองราคาของยา

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารของสมาคมการแพทย์อเมริกัน (JAMA) เมื่อปี 2565 พบว่า จากการเก็บข้อมูลยาใหม่เกือบ 600 ชนิดที่ได้รับการอนุมัติในสหรัฐฯ หรือเยอรมนี พบร้อยละ 92 มีจำหน่ายในสหรัฐฯ ในขณะที่ร้อยละ 80 มีจำหน่ายในเยอรมนี อย่างไรก็ตาม บางประเทศไม่เปิดเผยราคายาที่จ่าย ซึ่ง คอนติ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถประมาณราคายาได้โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ไม่นับส่วนลดเพิ่มเติมที่รัฐบาลเหล่านั้นเจรจากันไว้ ทั้งนี้ ผู้ผลิตยาอาจตอบสนองโดยการเจรจาสัญญาใหม่กับประเทศอ้างอิงเพื่อขึ้นราคา เพิ่มมาตรฐานราคาในสหรัฐฯ และสร้างรายได้ที่สูงขึ้นในต่างประเทศ

ขอบคุณเรื่องจาก

https://www.reuters.com/business/healthcare-pharmaceuticals/trump-looking-cutting-us-drug-prices-international-levels-sources-say-2025-04-22/

043...

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top