วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
27 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีที่ สหรัฐฯ -อิหร่าน เปิดการเจรจาครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เริ่มต้นขึ้นที่กรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษสหรัฐฯ และนายอับบาส อารักชี (Abbas Araqchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เข้าร่วมการหารือ โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นประเด็นหลัก การพูดคุยในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างสองประเทศถูกระงับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ภายหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อิหร่านและสหรัฐฯ เจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์รอบที่ 2 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เข้าร่วมหารือโดยในครั้งนั้นทั้ง 2 ประเทศ บรรลุความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับหลักการในการเจรจานิวเคลียร์ แม้มีความคืบหน้าในเชิงหลักการ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตามถือว่ากระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีการเปิดโต๊ะเจรจารอบที่ 3 โดยมีโอมานเป็นตัวกลาง ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ โดยเจ้าหน้าที่ของโอมาน ระบุว่า การพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญแต่ยังไม่แน่ชัดว่ามีโอกาสในการบรรลุข้อตกลงมาเพียงใด
โดยในการเจรจาล่าสุดนี้ ทั้งสองฝ่ายส่งทีมเจรจาหน้าเดิมเข้าร่วมการประชุม โดยฝ่ายอิหร่านนำโดยนาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ส่วนสหรัฐฯ นำโดยนาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และนาย จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของนายทรัมป์ โดยมีนาย บาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมานเป็นคนกลาง
นายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางระบุว่า ทั้งสองฝ่ายวางแผนที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้ง ในเร็วๆ นี้ หลังจากเสร็จสิ้นการปรึกษาหารือในเมืองหลวงของฝ่ายตนเองแล้ว และจะมีการหารือเชิงเทคนิคเกิดขึ้นที่กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้า
ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หรืออิหร่าน
ทั้งนี้การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ ถูกมองว่าเป็นความพยายามทางการทูต 'เฮือกสุดท้าย' เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ เนื่องจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากไม่มีการบรรลุข้อตกลง
ก่อนหน้านี้ 'ทรัมป์' สั่งให้มีการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่การบุกโจมตีอิรักเมื่อปี 2546 ในขณะที่อิหร่านได้ประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้การโจมตีใดๆ ของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
'ทรัมป์' ไม่ได้อธิบายชัดเจนว่าความต้องการที่แท้จริงของเขาในการเจรจาคืออะไร และเหตุใดจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารในตอนนี้ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 8 เดือนหลังจากที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในช่วงที่เตหะรานทำสงครามกับอิสราเอลเมื่อปีก่อน
สื่อรัฐบาลอิหร่าน รายงานว่า คณะผู้เจรจายืนกรานว่าอิหร่านมีสิทธิ์ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในดินแดนอิหร่านโดยสิ้นเชิง รวมถึงข้อเรียกร้องให้ส่งต่อคลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกนอกประเทศ
เชื่อกันว่าเจ้าหน้าที่ได้เสนอข้อผ่อนปรนบางประการ แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะก็ตาม โดยในทางกลับกัน อิหร่านคาดหวังให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่ทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศจนเป็นอัมพาต
ยังไม่ชัดเจนว่า 'ทรัมป์' จะยอมรับเงื่อนไขใดเพื่อให้บรรลุข้อตกลง โดยทางอิหร่านได้ปฏิเสธที่จะหารือเรื่องการจำกัดโครงการขีปนาวุธนำวิถี และปฏิเสธที่จะยุติการสนับสนุนกองกำลังตัวแทนที่กระจายอยู่ทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงกลุ่มฮามาสในกาซา, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, กลุ่มติดอาวุธในอิรัก กลุ่มฮูตีในเยเมน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี