ปฏิบัติการทางทหาร "Operation Epic Fury" ของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จับมือกับอิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่านอย่างหนักหน่วงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จะจุดไฟสงครามในตะวันออกกลางให้ลุกโชน แต่ยังกำลังสั่นคลอนรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรเก่าแก่ในยุโรปอย่างรุนแรง เมื่อบรรดาผู้นำยุโรปต่างออกมายืนยันจุดยืน "ไม่ขอมีส่วนร่วม" ด้วยระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันไป
สเปน: แกนนำคัดค้าน "อย่าเล่นรัสเซียนรูเล็ตกับชีวิตคน"
ในบรรดาชาติยุโรป สเปน ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ กลายเป็นเสียงที่ดังและชัดเจนที่สุด ซานเชซสั่งระงับไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในสเปนเพื่อปฏิบัติการเชิงรุกทันที พร้อมกล่าวถ้อยแถลงที่กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกว่า:
"เราไม่สามารถปล่อยให้เกิดภัยพิบัติซ้ำรอยอดีตได้... คุณไม่สามารถเล่นเกม 'รัสเซียนรูเล็ต' กับโชคชะตาของคนนับล้านได้ ตำแหน่งของรัฐบาลสเปนสรุปได้สั้นๆ เพียงสามคำคือ: 'ไม่เอาสงคราม' (No to War)"
นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ กล่าวว่า มหันตภัยครั้งใหญ่ของมนุษยชาติมักมีจุดเริ่มต้นในลักษณะนี้ และไม่ควรมีใครนำโชคชะตาของคนจำนวนมหาศาลมาล้อเล่นกับความเสี่ยงที่รุนแรงเช่นนี้
ท่าที่ของแข็งกร้าวของผู้นำสเปนดังกล่าว ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ถึงกับควันออกหู แถลงข่าวแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังรัฐบาลสเปนไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ Naval Station Rota และ Morón Air Base เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน โดยระบุว่า สเปนเป็นประเทศที่ “แย่มาก” และย้ำว่า “เราไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสเปน”
และทรัมป์ ยังได้ยกเรื่องมาตรการการยกเลิกความสัมพันธ์ทางการค้าขึ้นมาขู่กันเลยทีเดียว
โดยบอกว่า “พรุ่งนี้ หรือแม้แต่วันนี้ ผมสามารถหยุดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสเปน ธุรกิจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสเปนได้”
ฝรั่งเศส: ประณามความ "นอกรีต" ของกฎหมายสากล
ด้าน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แม้จะประณามโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านมาโดยตลอด แต่เขาก็วิจารณ์การตัดสินใจของทรัมป์ว่าเป็นการกระทำที่ "อยู่นอกเหนือกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ" มาครงเน้นย้ำว่าฝรั่งเศสจะไม่เข้าร่วมในการโจมตีเชิงรุก และเตือนว่าการบีบให้เกิด "การเปลี่ยนระบอบการปกครอง" (Regime Change) โดยใช้กำลังทหารจะนำไปสู่ความโกลาหลที่ไม่มีใครควบคุมได้
สหราชอาณาจักร: มิตรที่ "รักษาระยะห่าง"
แม้แต่ สหราชอาณาจักร ที่เคยเป็นเงาตามตัวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ กลับเลือกทางเดินที่ระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยปฏิเสธที่จะส่งฝูงบินเข้าร่วมโจมตีในระลอกแรก และอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพได้เฉพาะในภารกิจ "ป้องกัน" (Defensive) เท่านั้น ความลังเลใจนี้สะท้อนว่าแม้อังกฤษจะรังเกียจระบอบการปกครองของอิหร่าน แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการถูกลากเข้าไปอยู่ในสงครามที่ไม่มีแผนการสิ้นสุด (Endless War)
เยอรมนี: เสียงแห่งการทูตท่ามกลางเสียงระเบิด
สำหรับ เยอรมนี ภายใต้ นายกฯ ฟรีดริช แมทซ์ ยืนยันว่า "ความมั่นคงของโลกไม่สามารถสร้างได้ด้วยลูกระเบิดฝ่ายเดียว" และมองว่าทางออกเดียวที่ยั่งยืนคือการกลับสู่โต๊ะเจรจา เยอรมนีกังวลอย่างมากว่าสงครามครั้งนี้จะทำให้ความพยายามในการช่วยยูเครนรบกับรัสเซียถูกลดความสำคัญลง ซึ่งเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของยุโรป
ทำไมยุโรปถึง "ถอยห่าง" จากทรัมป์?
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยุโรปต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของมนุษยธรรม แต่เป็นเรื่องของ "ความมั่นคงและปากท้อง" ของชาวยุโรปเองเป็นหลัก โดยมีปัจจัยหลัก 3 ประการ:
1.วิกฤตพลังงานรอบใหม่: ยุโรปเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตพลังงานหลังสงครามยูเครน การโจมตีอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 10-13% และราคาแก๊สธรรมชาติ (LNG) ในยุโรปพุ่งเกือบเท่าตัวภายในเวลาไม่กี่วัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ยุโรปเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและเศรษฐกิจถดถอย
2.ปัญหาภัยคุกคามจากผู้อพยพ และการก่อการร้าย : ผู้นำยุโรปหวั่นเกรงว่าสงครามเต็มรูปแบบจะทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพมหาศาลจากอิหร่านและประเทศข้างเคียงไหลเข้าสู่ยุโรป เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามซีเรีย
และที่สำคัญยุโรปเองก็เกรงว่า จะตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้าย ที่อาจจะปฏิบัติการตอบโต้ หากไปออกตัวสนับสนุนปฏิบัติการครั้งนี้ของทรัมป์ออกนอกหน้าเกินไป
3.การถูก "ข้ามหัว" ในการตัดสินใจ: รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ปรึกษาหารือกับพันธมิตร NATO ก่อนเริ่มปฏิบัติการ ทำให้ยุโรปมองว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินนโยบายแบบฝ่ายเดียวที่ขาดความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะตามมาในภูมิภาค
รอยร้าวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ายุโรปกำลังพยายามสร้าง "เอกราชทางยุทธศาสตร์" (Strategic Autonomy) พวกเขาจะไม่ยอมเป็นเบี้ยในกระดานสงครามที่ตนเองไม่ได้ร่วมวางแผน และไม่ได้ประโยชน์อะไร และพร้อมจะเผชิญหน้ากับการกดดันจากวอชิงตันเพื่อปกป้องความมั่นคงและเศรษฐกิจของตนเอง เพราะบทเรียนจากสงครามรัสเซีย – ยูเครน ที่ยุโรปออกตัวแรง สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความย่อยยับทางเศรษฐกิจ ที่ยังคงส่งผลมาถึงทุกวันนี้
ดังนั้นชาติยุโรป หลายชาติจึงคิดได้ว่า เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เรื่องอะไรจึงติ้องเอากระดูกมาแขวนคอ!
#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี